Close
ผลิตภัณฑ์ >> All Products In Focus: บทวิจารณ์ระบบ EOS R- Part3

7 เหตุผลในการอัปเกรดจาก EOS R เป็น EOS R5

แม้ว่า EOS R และ EOS R5 ดูเผินๆ แล้วค่อนข้างคล้ายกัน แต่ EOS R5 ที่เป็นรุ่นใหม่กว่ามีเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงได้รับการปรับปรุงตามเสียงตอบรับของผู้ใช้ EOS R ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ได้คือกล้องที่แตกต่างจากเดิมอย่างมากในแง่ของคุณภาพของภาพ ประสิทธิภาพของโฟกัสอัตโนมัติ ฟังก์ชั่น ความสามารถในการใช้งาน และความเหมาะมือ มาดูเหตุผลสำคัญ 7 ข้อต่อไปนี้ว่าทำไมการอัปเกรดถึงคุ้มค่า แม้คุณไม่คิดจะใช้ฟังก์ชั่นวิดีโอ 8K ในอนาคต (เรื่องโดย: Kazuo Nakahara, Digital Camera Magazine)

1) ประสบการณ์การดูภาพ
2) Rolling Shutter
3) ความละเอียดและคุณภาพของภาพ
4) ช่องใส่การ์ดคู่
5) ความสามารถในการตรวจจับตัวแบบ
6) IS ในตัวกล้อง
7) ส่วนควบคุมและอินเทอร์เฟซ

 

1. ประสบการณ์การดูภาพ

ความละเอียดสูงกว่า ทำงานราบรื่นกว่า

แม้ว่าช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EVF) ของ EOS R และ EOS R5 มีขนาดพอๆ กัน แต่ช่องมองภาพของ EOS R5 มีความละเอียดสูงกว่าของ EOS R ราว 50% ทำให้การแสดงผลดูราบรื่นมากจนคุณแทบจะมองไม่เห็นแต่ละพิกเซลในช่องมองภาพ

EOS R5 ยังมีตัวเลือกเมนูแสดงผล ‘นุ่มนวล’ ที่เพิ่มอัตราเฟรมการแสดงผลของช่องมองภาพเป็นสองเท่าถึง 120 fps โดยประมาณ เพื่อให้มองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตรงหน้าได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

 

ถ้าอยากรู้ว่าอัตราการแสดงผล 60 fps และ 120 fps ต่างกันอย่างไร ให้ลองนึกภาพหนังสือกรีด (Flip book) สองเล่ม ซึ่งหมายถึงหนังสือที่มีภาพต่างๆ เป็นชุดซึ่งจะกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวเมื่อคุณพลิกกระดาษอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น ในการแสดงภาพต่อเนื่อง 1 วินาทีของรถไฟที่กำลังเคลื่อนที่ หนังสือกรีดเล่มหนึ่งมี 60 หน้า (ภาพ) และอีกเล่มมี 120 หน้า ถ้าเราพยายามทำให้ภาพต่อเนื่อง “ฉายซ้ำ” ด้วยความเร็วที่ใช้จริง ภาพแต่ละภาพในหนังสือที่มี 60 หน้าจะแสดงนานกว่าเมื่อเทียบกับหนังสือที่มี 120 หน้า ผลลัพธ์ก็คือ ภาพเคลื่อนไหวของหนังสือ 120 หน้าจะดูราบรื่นกว่านั่นเอง

 

2. เอฟเฟ็กต์ชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์

ลดความบิดเบี้ยวจาก Rolling Shutter

*ภาพนี้ใช้เป็นภาพประกอบเท่านั้น

ในระหว่างการเปิดรับแสงของชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ (โหมด ‘ชัตเตอร์แบบเงียบ’ ของกล้อง EOS R) ความล่าช้าระหว่างเวลาในการอ่านพิกเซลแถวบนสุดกับแถวล่างสุดบนเซนเซอร์ภาพสามารถทำให้เกิดความบิดเบี้ยวในภาพที่มีวัตถุเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Rolling Shutter’ อย่างไรก็ตาม สำหรับกล้อง EOS R5 การอ่านข้อมูลของเซนเซอร์ภาพมีความเร็วสูงขึ้นมาก ซึ่งหมายความว่าจะเห็น Rolling Shutter ได้น้อยลง

 

EOS R

EOS R5

ลองดูรูปร่างของประตูและหน้าต่างในภาพรถไฟความเร็วสูงด้านบน คุณสังเกตไหมว่าภาพที่ถ่ายด้วย EOS R5 มีความบิดเบี้ยวน้อยกว่า

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างชัตเตอร์กล ชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ และม่านชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์แรกได้ที่:
โหมดชัตเตอร์และโหมดถ่ายภาพต่อเนื่อง: ควรใช้แต่ละโหมดเมื่อใด

 

3. ความละเอียดและคุณภาพของภาพ

ความละเอียดอันน่าทึ่งที่มีดีมากกว่าจำนวนพิกเซล

EOS R5 ไม่เพียงแต่มีระบบประมวลผลภาพใหม่ DIGIC X ที่รวดเร็วกว่าและทรงพลังมากกว่าเดิม แต่ยังมีเซนเซอร์ภาพ CMOS แบบใหม่ที่มีความละเอียดภาพสูงขึ้น 50% จุดรบกวนบนภาพน้อยลง รวมถึงการอ่านและประมวลผลข้อมูลเร็วกว่าของ EOS R คุณสมบัติเหล่านี้ล้วนช่วยให้มีความไวแสง ISO ดั้งเดิมสูงขึ้นและค่า Digital Lens Optimizer “สูง” แบบใหม่ ซึ่งส่งผลให้คุณภาพของภาพดีขึ้น ความจริงแล้ว EOS R5 ให้ความละเอียดที่คมชัดกว่า EOS 5DS R (ฉบับภาษาอังกฤษ) ที่มีความละเอียด 50.6 ล้านพิกเซล


อาคารเหล่านี้มีเส้นที่รวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งเหมาะสำหรับการทดสอบความละเอียดของภาพ ผมถ่ายภาพที่ f/8 โดยทิ้งระยะห่างเล็กน้อยและเปรียบเทียบรายละเอียดในภาพที่ถ่ายได้ และเปิดใช้งาน Digital Lens Optimizer

เลนส์ที่ใช้: RF24-70mm f/2.8L IS USM


A: กลางภาพ

EOS R

EOS R5


B: มุมภาพ

EOS R

EOS R5

 

4. ช่องใส่การ์ดคู่

เพื่อความเชื่อถือได้ในระดับมืออาชีพ

ช่องใส่การ์ดคู่เพิ่มความเชื่อถือได้: คุณสามารถใช้หนึ่งช่องในการสำรองไฟล์ภาพอัตโนมัติ EOS R5 มีช่องใส่การ์ดหนึ่งช่องที่รองรับการ์ด SD ที่ใช้กันทั่วไป (UHS-I/UHS-II) และช่องใส่การ์ดอีกช่องที่รองรับการ์ด CFexpress Type B ซึ่งทำให้มีความเร็วในการอ่านและเขียนสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งการ์ด CFexpress Type B ยังทนทานมากกว่าด้วยคุณสมบัติระบายความร้อนได้ดีกว่า


ข้อควรรู้: ในอนาคตอาจมีการใช้งานการ์ด CFexpress Type B อย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น โดยมีการนำมาใช้ในกล้องรุ่นเรือธงระดับมืออาชีพจากผู้ผลิตกล้องหลายรายแล้ว ตัวอย่างเช่น EOS-1D X Mark III ของ Canon

 

5. ความสามารถในการตรวจจับตัวแบบ

ศีรษะมนุษย์และดวงตา ใบหน้า และลำตัวของสัตว์


เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับตัวแบบบุคคล

EOS R เป็นกล้องแบบฟูลเฟรมรุ่นแรกของ Canon ที่มี Eye Detection AF EOS R5 พร้อมระบบ Dual Pixel CMOS AF II รุ่นใหม่สามารถตรวจจับตัวแบบบุคคลในโหมด AF ตรวจจับใบหน้า + ติดตามตัวแบบได้ดียิ่งขึ้น โดยใช้ EOS iTR AF X ซึ่งเป็นอัลกอริธึม AF แบบใหม่ที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการเรียนรู้เชิงลึก ทำให้กล้องสามารถตรวจจับศีรษะของบุคคลได้ด้วยในเวลาตัวแบบหันหน้าออกจากกล้อง Eye Detection AF ยังมีความแม่นยำมากขึ้น และมีการติดตามตัวแบบอย่าง “เหนียวแน่นขึ้น”

EOS R5 และ EOS R6 มีระบบ AF เดียวกัน ดูความสามารถในการตรวจจับตัวแบบบุคคลได้ที่นี่
[รีวิวการใช้งาน] EOS R6 ในการถ่ายภาพคอนเสิร์ตการเต้นรำ


Animal Detection AF

EOS R5 ยังมีอีกหนึ่งคุณสมบัติใหม่ นั่นคือ Animal Detection AF ที่ตรวจจับดวงตา ใบหน้า และลำตัวของแมว สุนัข หรือแม้แต่นก ซึ่งทำให้ AF มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในการถ่ายตัวแบบและฉากหลากหลายยิ่งขึ้น

อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
ภาพพอร์ตเทรตสุนัข 3 ประเภทที่ถ่ายได้ด้วย Animal Detection AF
นกโผบิน: การตั้งค่ากล้องเพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการถ่ายภาพ

 

6. IS ในตัวกล้อง

เพิ่มความเป็นไปได้ในการถ่ายภาพโดยไม่ใช้ขาตั้ง

EOS R5 มาพร้อมกับระบบป้องกันภาพสั่นไหวในตัวกล้อง (IS ในตัวกล้อง) แบบ Sensor-shift ซึ่งตรวจจับระดับความเบลอที่เกิดจากการสั่นของกล้องโดยใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์ภาพ เซนเซอร์ไจโร และเซนเซอร์ตรวจจับความเร่งในกล้อง จากนั้นขยับเซนเซอร์ภาพตามความเหมาะสมเพื่อป้องกันภาพสั่นไหว 5 แกนในทิศทางแกนนอน แกนตั้ง แกนหมุน แกนหัน และแกนยก โดยสามารถแก้ไขปัญหากล้องสั่นไหวเทียบเท่าความเร็วชัตเตอร์สูงสุด 8 สต็อปร่วมกับเลนส์ที่เข้ากันได้

ระบบนี้ไม่เพียงป้องกันภาพสั่นไหวแม้กระทั่งในเวลาที่ใช้เลนส์ RF หรือ EF โดยไม่มีระบบ IS ในเลนส์ (แบบออพติคอล) เท่านั้น แต่ยังทำงานร่วมกับระบบ IS แบบออพติคอลของเลนส์ที่เข้ากันได้เพื่อการทำงานของ IS แบบประสานการควบคุม ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันภาพสั่นไหว

 

EOS R: IS แบบออพติคอล ที่ 2 วินาที

EOS R5: IS ในตัวกล้อง + IS แบบออพติคอล ที่ 2 วินาที

ตัวอย่างด้านบนเป็นภาพโคลสอัพจากภาพที่ถ่ายด้วย RF24-105mm f/4L IS USM ซึ่งสามารถป้องกันภาพสั่นไหวภายในเลนส์ได้สูงสุดเทียบเท่า 5 สต็อป และรองรับได้สูงสุดเทียบเท่า 8 สต็อปเมื่อใช้ร่วมกับ IS ในตัวกล้องของ EOS R5 IS แบบออพติคอลเพียงอย่างเดียวดูจะไม่เพียงพอสำหรับการเปิดรับแสง 2 วินาทีโดยไม่ใช้ขาตั้ง แต่เมื่อใช้ร่วมกับ IS ในตัวกล้องแล้ว เอฟเฟ็กต์ป้องกันภาพสั่นไหวจะมีประสิทธิภาพสูงมากจนทำให้แทบมองไม่เห็นการสั่นของกล้อง

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับฉาก 3 ประเภทที่ใช้ประโยชน์จาก IS ในตัวกล้องได้เต็มที่

 

7. ส่วนควบคุมและอินเทอร์เฟซ

รวมสิ่งที่ดีที่สุดจาก EOS R และ DSLRs ระดับสูงไว้ด้วยกัน


ด้านหน้า

A: ปุ่มเช็คระยะชัดลึก
B: ช่องต่อรีโมทคอนโทรล

เมื่อมองแวบแรก EOS R และ EOS R5 ดูคล้ายกันจากด้านหน้า อย่างไรก็ตาม EOS R5 มาพร้อมกับคุณสมบัติเพิ่มเติมอีก 2 อย่างซึ่งแสดงให้เห็นถึงการออกแบบเพื่อผู้ใช้งานระดับมืออาชีพ นั่นคือ ปุ่มเช็คระยะชัดลึก (A) และช่องต่อรีโมทคอนโทรล (B) ซึ่งผู้ใช้กล้อง DSLR จะคุ้นชินเป็นอย่างดี

ข้อควรรู้: สามารถกำหนดฟังก์ชั่นแบบกำหนดเองให้กับปุ่มเช็คระยะชัดลึกได้


ด้านหลัง

C: แถบมัลติฟังก์ชั่น (EOS R)
D: ปุ่ม Multi-controller (EOS R5)
E: ปุ่ม 4 ทิศทาง (EOS R)
F: วงแหวน Quick Control (EOS R5)

EOS R5 มีคุณสมบัติที่ดียิ่งขึ้นสำหรับการควบคุมแม้แต่เวลาจับภาพชั่วเสี้ยววินาที แถบมัลติฟังก์ชั่น (C) ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะที่สำคัญของ EOS R ถูกแทนที่ด้วยปุ่ม Multi-controller (D) ที่ใช้งานง่ายยิ่งขึ้นบน EOS R5 และเพิ่มความสะดวกในการเลือกจุด AF ปุ่ม 4 ทิศทาง (E) ของ EOS R ถูกแทนที่ด้วยวงแหวน Quick Control (F) เพื่อให้เปลี่ยนการตั้งค่าได้เร็วขึ้น


เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติอื่นๆ ที่มีในกล้อง EOS R5 แต่ไม่มีใน EOS R ได้ที่:
HDR PQ HEIF: ก้าวข้ามขีดจำกัดของภาพแบบ JPEG
การปรับแสงในภาพพอร์ตเทรต: ตัวช่วยจัดแสงภายในกล้องของคุณ

หากคุณกำลังคิดจะซื้อกล้อง EOS R6 ด้วย บทความนี้อาจช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
EOS R5 หรือ EOS R6: 5 ข้อแตกต่างสำคัญที่ควรทราบ

 


รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการถ่ายภาพ รวมถึงเคล็ดลับและกลเม็ดต่างๆ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนชาว SNAPSHOT

ลงทะเบียนตอนนี้!

Digital Camera Magazine

Digital Camera Magazine

นิตยสารรายเดือนที่เชื่อว่าความสุขของการถ่ายภาพจะยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อผู้ถ่ายภาพได้เรียนรู้เกี่ยวกับฟังก์ชั่นต่างๆ ของกล้องมากยิ่งขึ้น นิตยสารเล่มนี้เผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับกล้องรุ่นใหม่ๆ รวมถึงคุณสมบัติของกล้องและนำเสนอเทคนิคการถ่ายภาพอย่างหลากหลาย
จัดพิมพ์โดย Impress Corporation

Kazuo Nakahara

Kazuo Nakahara

เกิดที่เมืองฮอกไกโดในปี 1982 Nakahara ผันเข้าสู่วงการถ่ายภาพหลังจากทำงานในบริษัทผลิตสารเคมี เขาถ่ายภาพที่ Vantan Design Institute เป็นหลักและเป็นผู้บรรยายในเวิร์คช็อปและสัมมนาด้านการถ่ายภาพ นอกเหนือจากการทำงานถ่ายภาพโฆษณา เขายังเป็นหนึ่งในผู้ดำเนินงานเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลด้านการถ่ายภาพอย่าง studio9 อีกด้วย

http://photo-studio9.com/