ผลิตภัณฑ์

การสัมภาษณ์ทีมนักพัฒนากล้อง: EOS-1D X Mark II (ตอนที่ 1) -ฉับไว ใช้ง่าย ให้คุณภาพภาพถ่ายสูง-

กล้อง EOS-1D X Mark II ที่รอคอยกันมานาน ในที่สุดเปิดตัวแล้ว พร้อมการพัฒนาหลากหลายด้าน เช่น ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง ประสิทธิภาพการโฟกัสอัตโนมัติ และคุณภาพของภาพถ่าย ในบทความนี้ เรานำการสัมภาษณ์เจาะลึกนักพัฒนากล้องถึงความมุ่งมั่นในการออกแบบพัฒนากล้องเรือธงรุ่นนี้ รวมไปถึงการปฏิวัติวงการกล้องถ่ายรูปมาฝากคุณผู้อ่าน (เรื่องโดย: Junichi Date)

(จากซ้ายไปขวา)
Mitsuaki Hattori (ปฏิบัติการแผนก Image Communications Product)/ Takeshi Sakaguchi (ปฏิบัติการแผนก Image Communication Products)/ Tomoya Masamura (แผนก ICP 2, ปฏิบัติการแผนก Image Communication Products)/ Masato Seita (ปฏิบัติการแผนก Image Communication Products)/ Teruyuki Okado (ศูนย์พัฒนา ICP 2, ปฏิบัติการแผนก Image Communication Products)

 

3 ด้านหลักที่มีการพัฒนาในครั้งนี้ ได้แก่ ความฉับไว ประสิทธิภาพในการทำงานระดับสูง และคุณภาพของภาพถ่ายระดับสูง

- ปีนี้ 2016 การแข่งขันโอลิมปิกจะจัดขึ้นที่ริโอเดจาเนโร กล้อง EOS-1D X Mark II พัฒนาเพื่อให้ทันกับงานนี้หรือเปล่าครับ

Masamura: เราต้องมีกระบวนการพัฒนาที่นานเพื่อให้ได้ระดับประสิทธิภาพการทำงานกล้องเรือธงที่สูง เมื่อพิจารณาเรื่องเวลาที่ต้องใช้ในการพัฒนาต่อยอดจากรุ่นก่อนหน้า เราจึงตัดสินใจที่จะเปิดตัวกล้อง EOS-1D X Mark II และวางจำหน่ายก่อนการแข่งขันโอลิมปิกที่ริโอเดจาเนโร

- การเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นของกล้อง EOS-1D X Mark II จาก EOS-1D X ซึ่งเป็นรุ่นก่อนหน้าคืออะไร ช่วยบอกเล่าความคิดเห็นที่ได้รับจากผู้ใช้เกี่ยวกับกล้อง EOS-1D X และการปรับปรุงการใช้งานและการพัฒนาในกล้อง EOS-1D X Mark II เพื่อตอบสนองต่อคำขอเหล่านั้นให้เราฟังได้ไหมครับ

Masamura: กล้อง EOS-1D X ได้รับความนิยมอย่างสูงเนื่องด้วยระบบโฟกัสอัตโนมัติและประสิทธิภาพการถ่ายภาพต่อเนื่อง และคุณภาพของภาพถ่ายคุณภาพสูง อย่างไรก็ตาม เรายังคงรับคำขอเพื่อการพัฒนาต่อไปในสามด้านนี้

เราตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องโดยมุ่งมั่นพัฒนากล้องเรือธงที่มีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น และแล้วเราก็ได้ EOS-1D X Mark II ที่รวมสิ่งสำคัญทั้งสามด้านซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของกล้อง Canon EOS ความเร็วสูง ประสิทธิภาพการทำงานสูง และคุณภาพภาพถ่ายสูงในระดับที่ประณีต

ด้วยการพัฒนาเฉพาะทาง เราพัฒนาคุณภาพภาพนิ่งโดยเพิ่มจำนวนพิกเซลจากประมาณ 18.1 ล้านพิกเซลเป็นประมาณ 20.2 ล้านพิกเซล ขณะเดียวกัน เรายังเพิ่มความรวดเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องจาก 12 ภาพต่อวินาทีให้สูงถึง 14 ภาพต่อวินาที ขณะที่จำนวนจุด AF ยังคงจำนวนเดิมที่ 61 จุด แต่เราขยายพื้นที่ AF ทั้งด้านบนและด้านล่าง และเพิ่มความไวต่อแสงระดับต่ำให้สูงถึง EV-3 เมื่อสวมท่อต่อเลนส์ซีรีส์ III เลนส์ที่มีค่ารูรับแสงกว้างสุด f/8 จึงสามารถใช้งานจุด AF ทั้ง 61 จุดได้แล้วในตอนนี้

ความสามารถในการถ่ายภาพของกล้อง EOS-1D X Mark II เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับกล้องรุ่นก่อนหน้า ด้วยความละเอียดของเซนเซอร์ภาพที่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 18.1 ล้านพิกเซลเป็นประมาณ 20.2 ล้านพิกเซล และประสิทธิภาพการถ่ายภาพต่อเนื่องที่เพิ่มขึ้นจาก 12 ภาพต่อวินาทีเป็น 14 ภาพต่อวินาที 

เซนเซอร์วัดแสง RGB+IR 360,000 พิกเซลของกล้อง EOS-1D X Mark II มีจำนวนพิกเซลเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าจากกล้อง EOS-1D X ประสิทธิภาพของระบบ Scene Detection ของ EOS ก็ดียิ่งขึ้น ด้วยการรับข้อมูลจากเซนเซอร์ภาพที่ประมวลผลด้วยระบบประมวลผลภาพ DIGIC 6 เพื่อตรวจจับสีและรูปทรงของตัวแบบและสั่งการควบคุมที่เหมาะสม เช่น ระหว่างการใช้โหมด AE, AF หรือการปรับสมดุลแสงขาว สิ่งที่ควรค่าต่อการพูดถึงเป็นพิเศษคือ ความสามารถในการสร้างโฟกัสบนใบหน้าตัวแบบด้วยคุณสมบัติการเลือก AF อัตโนมัติและโซน AF ที่ดียิ่งขึ้น ทำให้สามารถตรวจจับใบหน้าที่เล็กลงกว่าที่เคยทำได้มาก่อน

กล้อง EOS-1D X Mark II มาพร้อมเซนเซอร์วัดแสง RGB+IR 360,000 พิกเซล สามารถตรวจจับใบหน้าและสีของตัวแบบ และช่วยให้ความแม่นยำในการตั้งค่ากล้องแต่ละแบบได้เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ กล้องยังมีคุณสมบัติการถ่ายแบบไร้แสงสั่นไหว ซึ่งตรวจจับวงจรความถี่ของแหล่งแสงประดิษฐ์ด้วยเซนเซอร์วัดแสง คุณสมบัตินี้ช่วยลดความไม่สม่ำเสมอของปริมาณแสงระหว่างเฟรมภาพรวมถึงสีแม้เวลาถ่ายภายใต้แหล่งแสงที่สั่นไหว 

ในแง่ของความละเอียด เราปรับรูปทรงของส่วนจับถือใหม่เพื่อให้ผู้ใช้ที่มือเล็กจับถือได้ง่ายขึ้น เราเอาใจใส่กับความใช้งานง่ายของกล้อง เช่น การแสดงแสงสีแดงที่จุด AF ที่เลือกภายในช่องมองภาพ ซึ่งมีในกล้อง EOS-1D Mark IV และกล้องรุ่นก่อนๆ ด้วยเช่นกัน

กล้อง EOS-1D X Mark II มีช่องมองภาพอัจริยะ II ซึ่งรองรับการแสดงข้อมูลการถ่ายภาพในช่องมองภาพ จุด AF ที่เลือกยังสว่างขึ้นเป็นสีแดงเพื่อให้่ง่ายต่อการระบุตำแหน่ง

 

- กล้อง EOS-1D X และ EOS-1D X Mark II ดูจะเป็นกล้องที่ตั้งเป้าไว้ที่ช่างภาพข่าวและช่างภาพกีฬาเป็นหลัก คุณมีกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้อื่นๆ สำหรับกล้องนี้อีกไหมครับ

Masamura: กล้องซีรีส์ EOS-1 สามารถถ่ายภาพได้หลากหลายประเภท เราจึงไม่ได้จำกัดขอบเขตการพัฒนากล้องว่าจะต้องเป็นเฉพาะสำหรับการถ่ายภาพประเภทไหนเป็นพิเศษ ขณะที่หลายคนอาจมีความรู้สึกว่ากล้องซีรีส์นี้นิยมใช้กันทั่วในกลุ่มช่างภาพข่าวและช่างภาพกีฬา ในความเป็นจริง กล้องนี้ยังใช้สำหรับการถ่ายภาพประเภทอื่นๆ อย่างกว้างขวางด้วย เช่น กีฬาแข่งรถ ภาพสัตว์ป่า รวมถึงนก พอร์ตเทรต และงานแต่งงาน

- ก่อนเปิดตัวกล้อง EOS-1D X มีกล้องรุ่นเรือธงอยู่แล้วสองรุ่น ได้แก่ EOS-1Ds ที่มุ่งนำเสนอคุณภาพของภาพถ่ายที่ดียอดเยี่ยม และ EOS-1D ที่ท้าทายความจำกัดในการถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูง ครั้งนี้ เรานำความโดดเด่นของกล้องทั้งสองรุ่นมารวมกันเป็น EOS-1D X ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ดูเหมือนว่าบทบาทในการสร้างคุณภาพของภาพถ่ายระดับสูง หรือความละเอียดภาพในรายละเอียดปัจจุบันได้เปลี่ยนมาอยู่ที่ซีรีส์ EOS 5D แล้ว

Masamura: ที่จริง หากเรามองที่จำนวนพิกเซลและความละเอียด เป็นความจริงที่กล้อง EOS 5DS และ EOS 5DS R ความละเอียด 50.6 ล้านพิกเซลทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม คุณภาพของภาพถ่ายไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนพิกเซลเพียงอย่างเดียว แม้ว่ากล้องตระกูล EOS 5DS มีความดีเยี่ยมในการถ่ายทอดความละเอียดสูง แต่เป้าหมายของเราคือการสร้างกล้อง EOS-1D X Mark I ให้เป็นกล้องระดับท็อปในแง่ของคุณภาพของภาพถ่ายโดยรวม

Seita: หากยกตัวอย่างก็คงเป็นคุณภาพของภาพถ่ายที่ถ่ายด้วยความไวแสง ISO ระดับสูง ด้วยการลดจำนวนพิกเซลให้ต่ำลงเล็กน้อย คุณภาพของภาพถ่ายก็ยังคงดีเยี่ยมเมื่อใช้ความไวแสง ISO สูง

 

สปริงขับเคลื่อนที่เปลี่ยนมาเป็นมอเตอร์ขับเคลื่อนเพื่อควบคุมกระจกอย่างละเอียดยิ่งขึ้น

- เป็นมาอย่างไรถึงตัดสินใจปรับความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องของกล้อง EOS-1D X Mark II เป็นประมาณ 14 ภาพต่อวินาที

Masamura: ประวัติการพัฒนากล้องรุ่นเรือธงของ Canon คือที่มาที่ไปที่นำมาสู่การเพิ่มความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องในปัจจุบัน กล้อง EOS-1D ซึ่งเปิดตัวในเดือนธันวาคม 2001 สามารถถ่ายได้สูงสุด 8 ภาพต่อวินาที และเพิ่มขึ้นเป็น 8.5 ภาพต่อวินาทีบนกล้อง EOS-1D Mark II ที่เปิดตัวเมื่อเดือนเมษายน 2004 ตามด้วย 10 ภาพต่อวินาทีเมื่อเปิดตัวกล้อง EOS-1D Mark III ในเดือนพฤษภาคม 2007 และ 12 ภาพต่อวินาทีบนกล้อง EOS-1D X ซึ่งวางขายในตลาดเมื่อเดือนมิถุนายน 2012

แม้ว่าจะมีผู้ใช้ที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องเพิ่มความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องอีก แต่บางคนก็เปลี่ยนความคิดไปหลังจากได้ลองจับกล้องใหม่ที่มีความเร็วสูงกว่า เพื่อตอบสนองความต้องการและความจำเป็นของผู้ใช้ทั่วโลกในการจับภาพช่วงเวลาที่สำคัญ หากประสิทธิภาพการถ่ายภาพต่อเนื่องมีศักยภาพมากก็จะดียิ่งกว่า

นอกจากการถ่ายภาพช่วงเวลาที่สำคัญแล้ว ช่างภาพมืออาชีพยังพบว่าความรวดเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องสูงเป็นข้อได้เปรียบ เพราะจะช่วยเพิ่มความสามารถในการถ่ายภาพทำให้ช่างภาพถ่ายภาพคุณภาพได้มากขึ้น

กล้อง EOS-1D X Mark II รองรับการถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุด 14 ภาพต่อวินาทีระหว่างใช้ AF และ AE แบบติดตามตัวแบบ และถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุด 16 ภาพต่อวินาทีด้วยโหมด AE และ AF ที่กำหนดในเฟรมแรกเมื่อถ่ายแบบ Live View ความสามารถในการถ่ายภาพช่วงเวลาที่เกิดขึ้นเพียงแวบเดียวให้ได้คุณภาพสูงนี้เป็นไปได้ด้วยประสิทธิภาพของกล้องรุ่นเรือธง

 

Seita: ผู้ใช้ของเราหลายคนรวมไปถึงช่างภาพมืออาชีพประทับใจมากกับการเพิ่มความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องจาก 10 เป็น 12 ภาพต่อวินาทีบนกล้อง EOS-1D X ดังนั้น เราจึงเชื่อว่าการเพิ่มความเร็วดีกว่า ไม่ว่าความแตกต่างจะมากหรือน้อย มากกว่าที่จะปล่อยไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลง

แม้ว่าเราพิจารณาว่าจะตั้งเป้าหมายให้สูงกว่ามากๆ แต่ก็มีปัจจัยอื่นที่จะต้องคำนึงถึง เช่น การสั่นไหว การใช้พลังงาน และความชัดใสของช่องมองภาพ เราจึงตัดสินใจทุ่มเทกับการเพิ่มความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องในได้ถึง 14 ภาพต่อวินาที

- ดังนั้น ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุด 12 ภาพต่อวินาทีของกล้อง EOS-1D X ก็ถือได้ว่าอยู่ในระดับสูงสุดแล้วในกลุ่มกล้อง DSLR การพยายามที่จะเพิ่มความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องจาก 12 ภาพต่อวินาทีเป็น 14 ภาพต่อวินาทีบนกล้อง DSLR ที่มีกลไกการขับเคลื่อนกระจกต้องเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก อะไรคือองค์ประกอบทางเทคนิคที่ทำให้เพิ่มความเร็วเป็น 14 ภาพต่อวินาทีได้

Seita: มีหลายองค์ประกอบครับ หนึ่งในนั้นคือการออกแบบเชิงกลไกที่ก้าวหน้าขึ้น โดยเฉพาะกลไกของกระจก กล้อง EOS-1D X เป็นกล้องรุ่นแรกที่ใช้กลไกปรับสมดุลกับกระจกรอง กลไกนี้ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมในกล้อง EOS-1D X Mark II โดยรวมมอเตอร์กับลูกเบี้ยวเพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของกระจกโดยตรง จึงทำให้แน่ใจได้ว่ากระจกหลักและกระจกรองจะหยุดเคลื่อนที่อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

 

ความแตกต่างของกลไกกระจกระหว่างกล้อง EOS-1D X Mark II กับกล้องรุ่นก่อน

กล้อง EOS-1D X ใช้แรงชั่วขณะของสปริงในการขับเคลื่อนกระจกด้วยความเร็วสูง ทว่าความเร็วกลับลดลงยาก และมีการใช้ล็อกหรือกลไกการปรับสมดุลเพื่อลดการเคลื่อนของกระจก ขณะเดียวกัน กล้อง EOS-1D X Mark II ทำหน้าที่ควบคุมกระจกโดยตรงด้วยมอเตอร์และลูกเบี้ยว วิธีนี้ช่วยจัดการกับการเคลื่อนของกระจกที่เกินจำเป็น ทำให้ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องสูงขึ้น

A: การลดกลไกลูกเบี้ยว
B: ตัวปรับสมดุลกระจกหลัก
C: หน่วยมอเตอร์ชาร์จกระจก
D: ตัวยึดกระจกหลัก
E: ตัวปรับสมดุลกระจกหลัก
F: ตัวยึดกระจกรอง
G: ตัวปรับสมดุลกระจกรอง
H: ล็อกกระจกรอง
I: ล็อกกระจกหลัก
J: ตัวปรับสมดุลกระจกหลัก

แม้ว่ากลไกเดียวกันนี้จะนำมาใช้กับกล้อง EOS 7D Mark II แต่ระดับประสิทธิภาพและความทนทานที่ผู้ใช้มองหาแตกต่างกันเมื่อเป็นกล้องฟูลเฟรมซึ่งเป็นกล้องรุ่นเรือธงด้วย นี่เป็นเหตุผลที่เราออกแบบกล้องใหม่ตั้งแต่ต้น สร้างต้นแบบใหม่ๆ หลายแบบ และลองตัวเลือกแบบต่างๆ ก่อนที่จะได้ดีไซน์ที่เหมาะสม

นอกเหนือจากกลไกที่เกี่ยวข้องกับกระจกแล้ว เรายังทำให้แน่ใจว่าโหมด AF และ AE สามารถทำงานได้ราบรื่น และเราปรับเปลี่ยนระบบภายในใหม่ทั้งหมดเพื่อที่ไดอะแฟรมรูรับแสงแม่เหล็กไฟฟ้าจะสามารถรองรับความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง 14 ภาพต่อวินาทีได้อย่างน้อย 3 สต็อปจากค่ารูรับแสงกว้างสุด เมื่อใช้เลนส์ระดับมืออาชีพรุ่นใหม่ๆ ความเร็วสูงสุดที่เราได้โดยรักษาข้อพิจารณาทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไว้อย่างสมดุลคือ 14 ภาพต่อวินาที

- ในเชิงโครงสร้าง กระจก รูรับแสง และชัตเตอร์จะเลื่อนไปมาทางด้านหน้าและหลัง 14 ครั้งในหนึ่งวินาที ผมคิดว่านี่เป็นความท้าทายจริงๆ ที่จะต้องเพิ่มอัตราเฟรมภาพเมื่อเทียบกับกล้องมิเรอร์เลสซึ่งมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่น้อยชิ้นกว่า

Seita: เพื่อเพิ่มกลไกขับเคลื่อนกระจกที่เราพูดถึงตอนนี้ เราได้พัฒนามอเตอร์ขึ้นมาด้วย แม้รูปทรงของมอเตอร์จะแทบไม่เปลี่ยนเลย แต่มีการปรับองค์ประกอบภายในให้ดีขึ้น ซึ่งมีส่วนอย่างมากที่ทำให้เกิดการพัฒนามอเตอร์ไร้แกนแบบใหม่ที่ทั้งทรงพลังและตอบสนองไว

ต้องมีระดับความทนทานที่สูงขึ้นเพื่อให้กล้อง EOS-1D X Mark II ตอบรับกับความเร็วการถ่ายภาพต่อเนื่องที่สูงสุด 14 ภาพต่อวินาทีได้ ไม่เพียงเท่านั้น เรายังต้องแก้ไขปัญหาเรื่องความร้อน เราจึงปรับปรุงมอเตอร์ที่ใช้ในกล้อง EOS-1D X ด้วย

และทำให้การควบคุมมอเตอร์ตามสถานะกระจกทำได้โดยการจับกระแสเฟส (ตำแหน่งและสถานะ) ของกระจกกับเซนเซอร์ที่ไม่สัมผัสกัน สิ่งนี้ช่วยให้เราควบคุมความเร่งและการลดความเร่งในการเคลื่อนที่ของกระจกได้อย่างเหมาะสมเมื่อกระจกพลิกขึ้นลง

ไดอะแกรมอย่างละเอียดแสดงกลไกของกระจกบนกล้อง EOS-1D X Mark II

A: กลไกแกนส่งสัญญาณการกระแทก
B: ตัวปรับสมดุลกระจกรอง
C: กลไกลดความเร็วโดยใช้ลูกเบี้ยว
D: ตัวหยุดกระจกรอง
E: ตัวปรับสมดุลกระจกหลัก
F: ตัวปรับสมดุลกระจกรอง
G: มอเตอร์ชาร์จกระจก

 

- การเคลื่อนที่ของกระจกไม่ได้กำหนดด้วยรูปทรงของลูกเบี้ยวหรือครับ ทำไมต้องทำความเข้าใจสถานะของกระจกอย่างละเอียดก่อน

Seita: โครงสร้างของกระจกเป็นอย่างนี้คือ การเคลื่อนของกระจกไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปทรงของลูกเบี้ยวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลไกการเชื่อมโยงที่เคลื่อนพร้อมกับกระจกด้วย การรับข้อมูลกระแสเฟสของกระจกอย่างละเอียดช่วยให้สามารถควบคุมการหยุดเคลื่อนของกระจกขณะถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงได้แม่นยำขึ้น

กล้อง EOS-1D X Mark II ครั้งนี้มาพร้อมกับคุณสมบัติการถ่ายภาพ Live View แบบเงียบเสียงใหม่เพื่อลดเสียงกดชัตเตอร์ขณะถ่ายภาพ ในกลไกกระจกแบบเดิมที่ใช้สปริง กระจกไม่สามารถพลิกขึ้นช้าๆ ได้ และทำให้หยุดการเคลื่อนที่แบบค่อยเป็นค่อยไปได้ยาก ด้วยการควบคุมโดยตรงผ่านมอเตอร์และลูกเบี้ยว เราสามารถควบคุมปริมาณไฟฟ้าที่ใช้กับมอเตอร์พร้อมกับการติดตามเฟสของกระจก วิธีนี้ช่วยให้กระจกเคลื่อนช้าลงกว่าปกติ จึงลดเสียงกลไกการทำงานของกล้องลง

- เข้าใจแล้วครับ แสดงว่าต้องติดตั้งเซนเซอร์เพื่อตรวจจับกระแสเฟสกระจกเพื่อที่จะกำหนดระยะเวลาในการเร่งหรือลดความเร็วของมอเตอร์ได้แม่นยำขึ้น

Seita: นอกจากนี้ ยังง่ายขึ้นสำหรับเราที่จะสร้างโหมดการถ่ายภาพแบบเงียบเสียงด้วยระบบขับเคลื่อนกระจกโดยตรงที่ใช้มอเตอร์ เนื่องจากการขับเคลื่อนกระจกโดยใช้กลไกแบบสปริงมีข้อจำกัดมากกว่า

- กล้อง EOS-1D X ขับเคลื่อนกระจกผ่านแรงสปริง ขณะที่ EOS-1D X Mark II ใช้กลไกการควบคุมโดยตรงที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ พฤติกรรมหรือการเคลื่อนที่ของกระจกภายในกล้องสองรุ่นนี้ต่างกันอย่างไร ผมเดาว่ากลไกสปริงน่าจะให้แรงชั่วขณะที่ทรงพลังมากกว่าหรือเปล่าครับ

Seita: มอเตอร์เร็วกว่าหากเราว่ากันถึงเรื่องโมเมนตัมปฐมภูมิ แม้ว่ากำลังชั่วขณะของสปริงทรงพลังกว่าของมอเตอร์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่การเคลื่อนที่ระยะเริ่มต้นช้ากว่าเล็กน้อย หรือจะอธิบายง่ายๆ ได้ว่า การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เร็วกว่าเมื่อกระจกเริ่มเด้งขึ้น แต่ระหว่างทางระบบสปริงจะแซงขึ้นมา

- ดังนั้นการปลดกลไกล็อกเพื่อปลดแรงสปริงก็จะใช้เวลานานกว่าเล็กน้อยใช่ไหม

Seita: ใช่ครับ แต่ถึงอย่างนั้น ช่วงเวลาที่กระจกเด้งขึ้นจนสุดไปจนถึงช่วงเวลาที่กระจกหยุดเคลื่อนที่จะสั้นกว่ากล้อง EOS-1D X Mark II เป็นเรื่องยากที่จะลดความเร็วด้วยกลไกขับเคลื่อนด้วยสปริง และใช้เวลานานกว่าที่การเคลื่อนของกระจกจะลดลง ในแง่นี้ การขับเคลื่อนโดยตรงที่ใช้มอเตอร์จะหยุดความเร็วของกระจกอย่างเหมาะสมก่อนที่จะเด้งขึ้นสุด ซึ่งช่วยลดการเคลื่อนของกระจก

- แล้วเวลาที่กระจกพลิกลงล่ะครับ

Seita: หลักการเดียวกันครับ กล้อง EOS-1D X ใช้แรงสปริงเพื่อพลิกกระจกขึ้นลง แม้ว่าความเร็วขณะพลิกลงอาจเร็ว แต่หากเราพิจารณาโมเมนตัมเริ่มต้นและเวลาที่ต้องใช้ในการเด้งของกระจกเพื่อลดช่วงเวลาที่ช่องมองภาพปรับมืดลง จะสั้นกว่าสำหรับ EOS-1D X Mark II ที่ขับเคลื่อนกระจกด้วยมอเตอร์

- คุณสามารถบอกค่าที่เจาะจงของเวลาปรับมืดของช่องมองภาพได้ไหมครับ

Seita: ผมต้องขอโทษด้วย แต่เราเปิดเผยข้อมูลส่วนนี้ไม่ได้ ถึงแม้ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องจะเพิ่มขึ้นจาก 12 เป็น 14 ภาพต่อวินาที เวลาที่กระจกพลิกลงก็ยังไม่เปลี่ยนสักเท่าไหร่ ในทางกลับกัน การลดระยะเวลาอาจส่งผลกระทบต่อความชัดใสของช่องมองภาพและระบบ AF ระหว่างการถ่ายภาพต่อเนื่อง

นี่คือเหตุผลที่เราพยายามจะลดระยะเวลาการพลิกขึ้นลงของกระจกให้มากที่สุดเพื่อจะให้มีเวลาเพียงพอในการโฟกัสอัตโนมัติและเพิ่มความมั่นใจว่าช่องมองภาพจะชัดใสเพื่อที่จะระบุตัวแบบได้ง่าย

- มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับความไวในการตอบสนองของชัตเตอร์ไหมครับ

Seita: ความไวในการตอบสนองของชัตเตอร์เหมือนกับรุ่น EOS-1D X ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 0.036 วินาที หากคุณตั้งค่าไปที่ระยะเวลาสั้นที่สุด ("Shortened") ในเมนูการตั้งค่าระบบส่วนตัว และ 0.055 วินาทีในการตั้งค่าเริ่มต้น ("Standard") ค่า 0.055 วินาทีไม่เปลี่ยนตั้งแต่กล้อง EOS-1 รุ่นแรก

- ในฐานะกล้องรุ่นเรือธงสำหรับการถ่ายภาพช่วงเวลาสำคัญ การปรับความไวในการตอบสนองของชัตเตอร์แต่ละครั้งที่เปิดตัวกล้องรุ่นใหม่อาจส่งผลต่อการหยั่งรู้ล่วงหน้าของช่างภาพซึ่งเป็นไปตามประสบการณ์ในการถ่ายภาพของแต่ละคน ดังนั้น การที่ช่างภาพสามารถเลือกได้ว่าจะตั้งค่าความไวในการตอบสนองของชัตเตอร์ให้สั้นที่สุดหรือจะเลือกระยะที่คุ้นเคยก็จะเป็นการดีสำหรับพวกเขาเอง

 



 

Junichi Date

เกิดที่เมืองฮิโรชิมาเมื่อปี 1962 จบการศึกษาจากแผนกวิทยาศาสตร์ภาพถ่าย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิบา นอกจากงานด้านช่างภาพ เช่น ถ่ายภาพให้นิตยสาร Date ยังมีส่วนในงานเขียนโดยใช้สิ่งที่เขาถนัดอย่างขะมักเขม้น

 

Digital Camera Magazine

นิตยสารรายเดือนที่เชื่อว่าความสุขของการถ่ายภาพจะยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อผู้ถ่ายภาพได้เรียนรู้เกี่ยวกับฟังก์ชั่นต่างๆ ของกล้องมากยิ่งขึ้น นิตยสารเล่มนี้เผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับกล้องรุ่นใหม่ๆ รวมถึงคุณสมบัติของกล้องและนำเสนอเทคนิคการถ่ายภาพอย่างหลากหลาย
จัดพิมพ์โดย Impress Corporation

ความเห็น

เขียนความเห็น

 

ลงชื่อเข้าระบบเพื่อออกความเห็น

You have been logged off from your account.

อีเมล์พร้อมลิงก็เปิดใช้งานถูกส่งไปที่อีเมล์ SNAPSHOT ที่คุณลงทะเบียนไว้

หลังกจาคลิกที่ลิงก์นี้ คุณจะสามารถลงชื่อเข้าใช้งานด้วยรายละเอียดที่มีอยู่แล้ว

Thank you for your continued support as a member of the CANON and SNAPSHOT Community. We will do our best to continue provide you with more exciting and meaningful content to help you in your everyday quest to bring out the best photographer within you!

Permission to continue

Your CANON ID will be MERGED with your SNAPSHOT ID.

An activation link will be sent to your email.

Please re-enter your password to give us permission to continue.

Type your password

By clicking this, you agree to merge your CANON ID to SNAPSHOT ID. Agreeing to this is subject to CANON AND SNAPSHOT’S TERMS & CONDITIONS.