เคล็บลับการถ่ายภาพ

แนวคิดในการกำหนดข้อจำกัดในการถ่ายภาพให้กับตนเอง เพื่อช่วยคุณฉีกออกจากแนวคิดสร้างสรรค์แบบเดิมๆ

เมื่อคุณถ่ายภาพมาสักระยะเวลาหนึ่ง แน่ใจได้เลยว่ามีหลายครั้งที่คุณเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายหรือขาดความคิดสร้างสรรค์ แม้ว่าการใช้เวลาเตรียมการถ่ายภาพและลงมืออย่างช้าๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่ผมจะขอแนะนำวิธีที่หลากหลายในระดับต่างๆ ที่คุณสามารถนำไปใช้ฝึกฝนได้ ผมยังอยากแนะนำด้วยว่า วิธีดังกล่าวนี้จะช่วยพัฒนาทักษะฝีมือให้ดีขึ้นได้ แม้แต่สำหรับคนที่ยังไม่เจอกับทางตัน (บรรณาธิการโดย studio9)

 

กำหนดข้อจำกัดบางอย่างขณะถ่ายภาพ

เป็นที่ทราบกันดีว่าการกล้าที่จะจำกัดตัวเองไม่ให้ใช้ฟังก์ชั่นพิเศษนั้นมีประสิทธิภาพสำหรับการถ่ายภาพเชิงสร้างสรรค์
หลักเกณฑ์เดียวกันนี้ยังนำมาใช้กับกล้องได้ในแง่ที่ว่า ยิ่งฟังก์ชั่นมีความซับซ้อนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งให้ความรู้สึกราวกับว่าภาพของคุณถูก "ถ่ายด้วยกล้อง" มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น คุณจึงมักถ่ายภาพชนิดเดียวกันไปตามฟังก์ชั่นของกล้องอยู่เสมอ

ด้วยเหตุนี้ การเลือกเพียงฟังก์ชั่นใดฟังก์ชั่นหนึ่งของกล้องที่ใช้งานสะดวก และตั้งค่าฟังก์ชั่นดังกล่าวไว้คงที่อาจสร้างความท้าทายใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น ซึ่งจะกระตุ้นและผลักดันให้คุณก้าวออกจากการถ่ายภาพแบบเดิมๆ ได้

 

ระดับพื้นฐาน: สร้างระยะห่างด้วยการจำกัดทางยาวโฟกัส

บางครั้งวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะเริ่มต้นคือ การจำกัดทางยาวโฟกัส

สำหรับคนที่มีเลนส์ซูม ให้ลองจำกัดตัวเองไม่ให้ใช้การซูม โดยทั่วไปเลนส์คิทที่มาพร้อมกับกล้องในขณะที่ซื้อนั้นจะมีช่วงการซูมที่ 18 - 55 มม., 18 - 135 มม. ฯลฯ ให้ลองใช้เลนส์ซูมชนิดนี้เป็นเลนส์เดี่ยว

ผมขอแนะนำให้คุณจำกัดตัวเองอยู่ที่ทางยาวโฟกัสสามแบบเท่านั้น คือ 35 มม. 50 มม. และ 70 มม. เทียบเท่ากับฟอร์แมตฟิล์ม 35 มม. ซึ่งเป็นทางยาวโฟกัสตามปกติของเลนส์มุมกว้าง เลนส์มาตรฐาน และเลนส์เทเลโฟโต้ระดับกลาง ทางยาวโฟกัสเหล่านี้ใช้สำหรับกล้องแบบ Full Frame ดังนั้น หากคุณกำลังใช้งานกล้อง APS-C ขอให้คุณดูทางยาวโฟกัสต่อไปนี้แทน
----------------------------------
เซนเซอร์ APS-C (ทางยาวโฟกัสในวงเล็บเทียบกับแบบ Full Frame):
ประมาณ 22 มม. (35 มม.), 31 มม. (50 มม.), 44 มม. (70 มม.)
----------------------------------

แม้ว่าการที่คุณสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ใช้การซูม ถ้าเป็นไปได้ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ก็ควรลองติดเทปกาวลงที่วงแหวนซูม เพื่อยึดวงแหวนซูมให้อยู่ในตำแหน่ง หากคุณถ่ายภาพด้วยความมุ่งมั่นว่าจะไม่แกะเทปกาวออกตลอดทั้งวัน คุณอาจจะค้นพบสิ่งใหม่ๆ ก็เป็นได้

วิธีหนึ่งที่จะช่วยในการนำข้อจำกัดไปใช้ก็คือ การใช้เทปกาวยึดวงแหวนไว้ที่ตำแหน่ง 50 มม. ควรใช้เทปกาวที่ทิ้งร่องรอยไว้น้อยทีุ่สุดเท่าที่ทำได้ ผมแนะนำให้ใช้เทปกาวของ Permacel ซึ่งนักถ่ายภาพควรมี เนื่องจากเป็นเทปที่ทำจากกระดาษซึ่งจะทิ้งคราบกาวไว้น้อยมากและติดแน่นทนทาน หากคุณไม่มีเทปกาว Permacel คุณอาจใช้เทปปิดแผล (แบบกระดาษ) กระดาษกาว และเทปที่คล้ายกันได้

จำกัดตัวเองให้ใช้เลนส์เทเลโฟโต้หรือเลนส์มุมกว้างมากหากคุณกำลังใช้เลนส์เดี่ยว

สำหรับคนที่คิดว่าตัวอย่างด้านบนไม่เกี่ยวข้องกับคุณเพราะปกติคุณถ่ายภาพโดยใช้เลนส์เดี่ยวอยู่แล้ว คุณอาจลองกำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับเลนส์เทเลโฟโต้ (หรือเลนส์มุมกว้างมาก) ในครั้งต่อไปที่คุณออกไปถ่ายภาพบนท้องถนนดูบ้างก็ได้

ตามปกติ ทางยาวโฟกัสที่ใช้สำหรับการถ่ายภาพสตรีทคือ ช่วงทางยาวโฟกัส 35 มม. 50 มม. และ 70 มม. ดังที่กล่าวไปข้างต้น ช่างภาพบางคนอาจเลือกใช้ทางยาวโฟกัสที่ 24 มม. และ 100 มม. ได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี หากคุณกล้าพอที่จะลองถ่ายภาพแนวสตรีทโดยใช้เลนส์สำหรับถ่ายภาพระยะไกลหรือมุมกว้างมากขึ้นกว่าที่เคย คุณอาจได้ภาพที่น่าสนใจมากๆ

คุณจำเป็นจะต้องใช้เลนส์เทเลโฟโต้หรือเลนส์มุมกว้างมากเพื่อถ่ายภาพดังกล่าว มีพวกคุณกี่คนที่ยอมรับว่าเลนส์เทเลโฟโต้ที่อยู่ในชุดเลนส์ซูมคู่ถูกวางทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้งานเลยตลอดช่วงเวลานี้ 

สิ่งที่น่าขันคือ เมื่อคุณจำกัดตัวเองให้ถ่ายภาพที่ทางยาวโฟกัส เช่น 200 มม. หรือ 16 มม. (เทียบเท่ากับฟอร์แมตฟิล์ม 35 มม.) จะเกิดข้อจำกัดมากจนกระทั่งคุณได้ไอเดียต่างๆ มากมายระหว่างที่ถ่ายภาพ

 

ระดับกลาง: ได้มุมมองภาพใหม่ๆ โดยไม่ใช้ช่องมองภาพ

ก่อนหน้านี้ เราจำกัดทางยาวโฟกัสกันไปแล้ว คราวนี้มาลองจำกัดการใช้ช่องมองภาพดูบ้าง โดยที่คุณสามารถจำกัดทางยาวโฟกัสไปพร้อมกันได้หากต้องการ

โดยปกติ คุณอาจมองผ่านช่องมองภาพพร้อมพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ ระหว่างการจัดองค์ประกอบภาพ เช่น ควรขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดหรือไปทางขวาอีกหน่อยดีหรือไม่ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถจินตนาการคร่าวๆ ได้หรือไม่ว่าจะใช้เลนส์ที่ใส่ไว้เพื่อถ่ายภาพที่ระยะใดโดยไม่ต้องมองผ่านช่องมองภาพ

ผมเองก็ไม่มั่นใจในเรื่องนี้เลยเช่นเดียวกัน แต่หากคุณมีความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับมุมรับภาพ คุณจะสามารถจัดองค์ประกอบภาพของคุณได้ง่ายๆ เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น 

นอกจากนี้ การไม่ใช้ช่องมองภาพจะทำให้ถ่ายภาพจากมุมมองที่แตกต่างจากที่คุณเคยใช้ได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น คุณสามารถถ่ายภาพที่ให้อรรถรสแตกต่างกันไปได้เมื่อถ่ายภาพที่ระดับพื้นดิน เนื่องจากการมองผ่านช่องมองภาพในขณะถ่ายภาพที่ระดับพื้นดินนั้นทำได้ยาก (มองที่หน้าจอ LCD ด้านหลังแทน) แต่จะถ่ายได้ง่ายขึ้นหากไม่ใช้ช่องมองภาพ ซึ่งหมายความว่า คุณยังสามารถถ่ายภาพโดยวางกล้องไว้บนผืนหญ้าได้เช่นกัน

ในภาพนี้ ผมถ่ายภาพขณะมองขึ้นไปที่โตเกียวทาวเวอร์จากระดับพื้นดิน พร้อมทั้งเก็บภาพท้องถนนและอาคารอื่นๆ ด้วย

 

ผมถ่ายภาพนี้โดยการเหยียดแขนออกไปเหนือผิวน้ำในสระ เพราะผมไม่สามารถใช้ช่องมองภาพได้

 

ภาพนี้ผมวางกล้องไว้ในพุ่มไม้และหงายหน้าขึ้น ผมจึงสามารถเก็บภาพบรรยากาศที่ชวนลึกลับได้

เมื่อไม่นานมานี้ กล้องจำนวนมากมาพร้อมหน้าจอ LCD แบบปรับหมุนได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่หากคุณฝึกฝนการถ่ายภาพโดยไม่ใช้ช่องมองภาพ คุณจะพัฒนาทักษะด้านมุมมองภาพ พร้อมเรียนรู้วิธีถ่ายภาพจากมุมต่างๆ ไปในเวลาเดียวกัน ดังนั้น คุณจะสามารถถ่ายภาพด้วยวิธีที่แตกต่างจากวิธีเดิมที่เคยใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ผมแนะนำให้ฝึกฝนด้วยการใช้ทางยาวโฟกัสมุมกว้าง คุณอาจเริ่มต้นด้วยการใช้ทางยาวโฟกัสประมาณ 35 มม. ซึ่งเทียบเท่ากับฟิล์ม 35 มม. ยิ่งคุณถ่ายภาพระยะไกลมากขึ้นเท่าใด คุณจะได้ภาพยากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ เนื่องจากคุณอาจไม่สามารถลั่นชัตเตอร์ได้หากกล้องหลุดจากระยะโฟกัส จึงควรตั้งค่าโหมด AF เป็นอัตโนมัติ หรือเลือกทุกจุด (กล้องจะกำหนดโฟกัสโดยอัตโนมัติหากคุณกดปุ่มชัตเตอร์ลงครึ่งหนึ่ง) หรือเลือกโหมดแมนนวลโฟกัส (MF)

 

ระดับสูง: เรียนรู้การเปิดรับแสงโดยปิดหน้าจอ LCD

วิธีนี้อาจเป็นวิธีการปกติในยุคของกล้องที่ใช้ฟิล์ม แต่ในปัจจุบันที่กล้องดิจิตอลเข้ามายึดครองตลาด อาจมีน้อยคนนักที่สามารถถ่ายภาพด้วยข้อจำกัดนี้ได้ (ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำได้เช่นกัน)

ในยุคของกล้องที่ใช้ฟิล์ม คุณไม่สามารถตรวจสอบภาพที่่ถ่ายได้จนกว่าจะนำภาพไปล้างอัดแล้ว ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทุ่มเทความพยายามในการอ่านแสงของภาพถ่ายทุกๆ ภาพ ซึ่งถ้าเป็นกล้องดิจิตอลเรื่องนี้ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

นอกจากนี้ ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของกล้องดิจิตอลคือ ความสามารถในการตรวจสอบภาพถ่ายได้ทันทีหลังจากถ่ายภาพในแต่ละช็อต การจำกัดการใช้ฟังก์ชั่นนี้จึงทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับความสุขที่เราสามารถใช้กล้องดิจิตอลในยุคปัจจุบันนี้ได้

ช่องมองภาพจะแสดงเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการถ่ายภาพ และในกล้องระดับกลางถึงไฮเอนด์ คุณจะสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่แผงหน้าจอ LCD ที่ด้านบนของกล้อง ดังนั้น คุณยังคงถ่ายภาพได้ปกติแม้ว่าจะปิดหน้าจอ LCD ด้านหลังไว้ก็ตาม (เว้นแต่คุณจะใช้กล้องมิเรอร์เลส)

วิธีที่รวดเร็วที่สุดในการปิดหน้าจอก็คือ ปิดหน้าจอ LCD ด้วยกระดาษวาดเขียนสีดำ คุณยังสามารถใช้เทป Permacel สีดำปิดหน้าจอได้ (หากคุณติดฟิล์มป้องกันบนหน้าจอ LCD ควรระมัดระวังไม่ให้ฟิล์มลอกออกไปด้วยขณะแกะเทปกาว)

หากคุณไม่ต้องการดูภาพถ่ายหลังจากถ่ายภาพในแต่ละช็อต คุณสามารถระบุให้โหมดไม่แสดงภาพถ่ายหลังการถ่ายภาพในแต่ละช็อตได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกล้องที่ใช้ ตัวอย่างเช่น ในกล้อง EOS 70D โหมดนี้มีให้ใช้งานใกล้กับจุดเริ่มต้นของเมนู

เมื่อตั้งค่า "ดูภาพ - ปิด" แล้ว ภาพจะไม่แสดงขึ้นหลังจากถ่ายเสร็จในแต่ละช็อต เว้นแต่เมื่อกดปุ่มเล่น

กล้องมิเรอร์เลสไม่มีช่องมองภาพ ดังนั้น คุณจะไม่สามารถถ่ายภาพได้หากคุณปิดหน้าจอ LCD ในกรณีนี้ ให้ตั้งค่าเวลาตรวจสอบภาพเป็น ปิด ดังภาพด้านบน

 

ลองถ่ายภาพด้วยการเปิดรับแสงแบบแมนนวล

การที่คุณไม่สามารถตรวจสอบภาพถ่ายได้ทันทีหมายความว่า คุณต้องพึ่งพาตัววัดปริมาณแสงที่อยู่ภายในกล้องเพื่อกำหนดปริมาณแสง เมื่อถ่ายภาพในโหมด AV คุณจำเป็นต้องคิดให้ละเอียดรอบคอบว่าคุณจะตั้งค่าชดเชยแสงที่เท่าใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวแบบด้วย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการถ่ายภาพในโหมดแมนนวล (M) จึงง่ายกว่า

เมื่อคุณถ่ายภาพในโหมด M ผมขอแนะนำให้ใช้การวัดแสงเฉพาะจุดมากกว่าการวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ (การวัดแสงแบบแบ่งพื้นที่) ที่ได้รับความนิยมมากกว่า เนื่องจากการวัดแสงเฉพาะจุดจะเป็นการวัดแสงในส่วนกึ่งกลางภาพเท่านั้น

เมื่อเล็งกล้องไปยังตัวแบบที่คุณต้องการเพื่อปรับความสว่าง จากนั้นปรับรูรับแสง ความเร็วชัตเตอร์ และความไวแสง ISO เพื่อให้ตัววัดปริมาณแสง (แถบแนวตั้ง) ที่อยู่ภายในช่องมองภาพมีค่าใกล้เคียงกับ ±0 แล้วจึงลั่นชัตเตอร์นั้น ความผิดพลาดในเรื่องของความสว่างก็แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย

คุณอาจจะซื้อตัววัดปริมาณแสงแยกต่างหากไว้สำหรับอ่านค่าแสงเพื่อฝึกฝนทักษะก็ได้ แต่อาจเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาค่อนข้างแพง หากคุณเพียงแค่ต้องการวัดแสงตามธรรมชาติ มีแอพมากมายบนสมาร์ทโฟนที่จะเปลี่ยนโทรศัพท์ของคุณให้กลายเป็นตัววัดแสงให้ทดลองใช้งาน

 

สรุป

การกำหนดข้อจำกัดทั้งสามอย่างในคราวเดียวดังที่ผมแนะนำไว้ในบทความนี้อาจดูมากเกินไปเล็กน้อย ดังนั้น คุณอาจลองกำหนดข้อจำกัดครั้งละหนึ่งข้อต่อเนื่องกันไป โดยเริ่มจากข้อแรก หากคุณประสบความสำเร็จในถ่ายภาพด้วยข้อจำกัดแต่ละข้อแล้ว ต่อไปคุณอาจไม่ต้องกังวลว่าจะเบื่อหน่ายกับการถ่ายภาพอีกต่อไป

แน่นอนว่า ไม่มีความจำเป็นที่คุณจะต้องกำหนดข้อจำกัดดังกล่าวกับตัวเองอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือ ให้ทดลองใช้ข้อจำกัดเหล่านี้เมื่อคุณมีเวลาว่างพอ และไม่รู้สึกเร่งรีบ มิฉะนั้นคุณอาจจะรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

ฉะนั้นแล้ว ลองเริ่มใช้ข้อจำกัดนี้ในวันหยุดพักผ่อนคราวหน้ากันเลยดีไหม

 

 

studio9

เว็บไซต์ด้านการถ่ายภาพของญี่ปุ่นที่เริ่มต้นเมื่อปี 2011 ด้วยสโลแกนว่า "ให้การถ่ายภาพใกล้ตัวคุณยิ่งขึ้น" เว็บไซต์นี้นำเสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์กับทุกคนที่ชอบการถ่ายภาพ นอกจากเนื้อหาบนเว็บไซต์แล้ว studio9 ยังมีการจัดสัมมนาและเวิร์กช็อปอีกด้วย

http://photo-studio9.com/

ความเห็น

เขียนความเห็น

 

ลงชื่อเข้าระบบเพื่อออกความเห็น

คุณออกจากการใช้งานในบัญชีของคุณ

อีเมล์พร้อมลิงก็เปิดใช้งานถูกส่งไปที่อีเมล์ SNAPSHOT ที่คุณลงทะเบียนไว้

หลังกจาคลิกที่ลิงก์นี้ คุณจะสามารถลงชื่อเข้าใช้งานด้วยรายละเอียดที่มีอยู่แล้ว

ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนต่อไป ในฐานะสมาชิกของชุมชน CANON และ SNAPSHOT เราจะทำสุดความสามารถเพื่อมอบเนื้อหาที่น่าตื่นเต้นและมีความหมาย โดยช่วยให้คุณเดินตามฝันในทุกวัน เพื่อนำมาซึ่งฝีมือถ่ายภาพที่เป็นเลิศ

อนุญาตให้ใช้งานต่อไป

CANON ID ของคุณจะรวมกับ SNAPSHOT ID ของคุณ

ลิงก์เปิดใช้งานจะส่งไปที่อีเมล์ของคุณ

กรุณาใส่รหัสผ่านอีกครั้ง เพื่ออนุญาตให้เราใช้งานต่อไป

พิมพ์รหัสผ่านของคุณ

เมื่อคลิกที่นี่ คุณยินยอมที่จะผสาน CANON ID เข้ากับ SNAPSHOT ID ความตกลงนี้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขของ CANON และ SNAPSHOT TERMS & CONDITIONS.