LOGIN/SIGN UP function is disabled for upgrade and maintenance. It will resume on 02/07/2021 10.30 AM SGT. Thank you for your patience.
การลงชื่อเข้าใช้หรือลงทะเบียนจะไม่สามารถใช้งานได้ เพื่อปรับปรุงและบำรุงรักษา และจะดำเนินการต่อได้ในวันที่ 20 พ.ย. 2563 ขอบคุณสำหรับการอดทนรอ
Close
ผลิตภัณฑ์ >> All Products

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลนส์: ชื่อเลนส์มีความหมายอย่างไรและทำไมเลนส์บางรุ่นจึงเป็นสีขาว

มีอะไรอยู่ในชื่อเลนส์บ้าง ทำไมเลนส์บางรุ่นจึงเป็นสีขาวและบางรุ่นจึง “ประดับ” ด้วยวงแหวนสีแดง มาไข “รหัสลับ” บนเลนส์ของคุณในบทความนี้กัน

- ไขปริศนาชื่อเลนส์
- วงแหวนสีแดงและวงแหวนสีเขียว
- เลนส์สีขาว
- ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับส่วนต่างๆ ของชื่อเลนส์

 

มีอะไรอยู่ในชื่อเลนส์บ้าง

สิ่งแรกที่ช่วยให้เราแยกแยะความแตกต่างระหว่างเลนส์หนึ่งกับอีกเลนส์ได้คือชื่อของเลนส์นั้นๆ

เลนส์ส่วนใหญ่มีชื่อเลนส์พิมพ์ไว้ที่ด้านหน้าเลนส์ แต่สำหรับเลนส์บางรุ่นอาจจะพิมพ์ชื่อไว้ที่อื่น เช่น ที่ด้านบนของท่อเลนส์หรือใกล้กับเมาท์

ตัวเลขและสัญลักษณ์ที่เรียงกันเป็นแถวบนเลนส์อาจชวนให้สับสน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นไปตามรูปแบบเดียวกัน ได้แก่

A) ซีรีย์เมาท์/เลนส์
1: ซีรีย์เลนส์ (อาจเป็น EF, EF-S, EF-M, TS-E, MP-E)

B) ทางยาวโฟกัส 
2: ช่วงทางยาวโฟกัส (เทียบเท่าฟูลเฟรม)

C) ช่วงรูรับแสงกว้างสุด
3: ค่ารูรับแสง/ช่วงรูรับแสงกว้างสุด

D) ประเภทของเลนส์
4: บ่งบอกถึงเลนส์ (ซีรีย์ L) ระดับมืออาชีพ
5: บ่งบอกถึงระบบป้องกันภาพสั่นไหวในตัวกล้อง
6: หมายเลขรุ่นของเลนส์ (บ่งบอกถึงรุ่นใหม่ของเลนส์ที่มีอยู่เดิม)
7: ประเภทของมอเตอร์ AF (อาจเป็น ‘STM’ ได้เช่นกัน)

ข้อมูลอื่นๆ ที่คุณอาจพบได้ใน D):
- “Macro” (มาโคร) (เช่น เลนส์ RF35mm f/1.8 Macro IS STM): บ่งบอกถึงเลนส์ที่มีกำลังขยายอย่างน้อย 0.5 เท่า
- “Fisheye” (ฟิชอาย) (เช่น เลนส์ EF8-15mm f/4L Fisheye USM): บ่งบอกถึงเลนส์มุมกว้างอัลตร้าไวด์ชนิดพิเศษ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

คลิกลิงก์ด้านบนเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของแต่ละข้อ

 

วงแหวนสีแดง วงแหวนสีเขียว: ไม่ได้ใช้เพื่อการตกแต่งเท่านั้น

เลนส์ก็มีสัญลักษณ์แสดงสถานะเช่นกัน! วงแหวนสีแดงรอบๆ ท่อเลนส์บ่งบอกว่าเลนส์นั้นเป็นเลนส์ซีรีย์ L ‘L’ ย่อมาจากคำว่า ‘Luxury’ (ความหรูหรา) แต่เลนส์ซีรีย์ L มีคุณสมบัติมากกว่านั้น เพราะสร้างขึ้นมาเพื่อมอบความเชื่อถือได้ ความทนทาน และคุณภาพภาพถ่ายในระดับสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งจะตอบสนองความต้องการของผู้ใช้มือโปรที่ถ่ายภาพเป็นอาชีพ

อันได้แก่:
- ซีลป้องกันสภาพอากาศ: ดีไซน์กันฝุ่นและหยดน้ำเพื่อความทนทานยิ่งขึ้นในสภาพอากาศที่ท้าทาย
- ออพติกคุณภาพระดับสูงขึ้น กระจกและการเคลือบแบบพิเศษจะช่วยแก้ไขความคลาดของเลนส์ แสงหลอก และแสงแฟลร์ รวมถึงให้ประสิทธิภาพด้านออพติคอลที่ดีที่สุด


วงแหวนสีเขียวรอบๆ ท่อเลนส์บ่งบอกว่าเลนส์นั้นมีออพติคแบบกระจายแสง (Diffractive Optics) หรือชิ้นเลนส์ DO ชิ้นเลนส์ DO เป็นกระจกชนิดพิเศษที่ใช้ประโยชน์จากการกระจายแสงเพื่อลดความคลาดสี และการใช้ชิ้นเลนส์เหล่านี้ก็ช่วยทำให้เลนส์เทเลโฟโต้มีน้ำหนักเบาขึ้น

ตัวอย่างเลนส์สองรุ่นที่เป็นที่ชื่นชอบกันมาก ได้แก่
- EF70-300mm f/4.5-5.6 DO IS USM
- EF400mm f/4 DO IS II USM

ข้อควรรู้: เลนส์บางรุ่นใช้ชิ้นเลนส์ DO แต่ไม่มีวงแหวนสีเขียว เช่น RF600mm f/11 IS STM และ RF800mm f/11 IS STM

 

ความพิเศษของเลนส์สีขาวคืออะไร

หากคุณเห็นเลนส์สีขาว ก็อาจเป็นไปได้ว่าเป็นเลนส์ซูมเทเลโฟโต้หรือเลนส์ซูเปอร์เทเลโฟโต้ซีรีย์ L เลนส์เหล่านี้ส่วนใหญ่จะใช้ในการถ่ายภาพกีฬา สัตว์ป่า และภาพทิวทัศน์ ซึ่งมักใช้เวลาถ่ายภาพนานหลายชั่วโมงท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุ การเคลือบกันความร้อนสีขาวสะท้อนแสงสูงจะป้องกันรังสีอินฟราเรดในแสงแดดและช่วยป้องกันความร้อนที่สะสมภายในเลนส์ ทำให้ได้ภาพที่มีคุณภาพคงที่

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องราวเบื้องหลังเลนส์สีขาวของ Canon ได้ในบทความนี้ (ฉบับภาษาอังกฤษ)

 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดในชื่อเลนส์


1. ซีรีย์เลนส์

ปัจจุบันซีรีย์เลนส์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมีอยู่ 6 ซีรีย์ด้วยกัน ประกอบด้วยซีรีย์เลนส์ออโต้โฟกัส 4 ซีรีย์ ได้แก่
1) RF: เมาท์ RF ที่ออกแบบมาสำหรับระบบกล้องมิเรอร์เลส EOS R
2) EF: เมาท์ EF ที่ออกแบบมาสำหรับกล้อง DSLR แบบฟูลเฟรม
3) EF-S: พัฒนามาจากเมาท์ EF แต่ออกแบบมาสำหรับกล้อง DSLR ที่มีเซนเซอร์ภาพแบบ APS-C ที่เล็กลง
4) EF-M: อีกหนึ่งซีรีย์ที่พัฒนามาจากเมาท์ EF และออกแบบมาเพื่อใช้กับกล้องมิเรอร์เลสซีรีย์ EOS M ที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา

สำหรับเลนส์ 2 ซีรีย์ที่เหลือนั้นเป็นเลนส์โฟกัสแบบแมนนวลชนิดพิเศษที่ใช้เมาท์ EF ได้แก่
5) TS-E: เลนส์ทิลต์-ชิฟท์
6) MP-E: MP ย่อมาจาก “Macro Photo” หมายถึง MP-E65mm f/2.8 1-5x Macro Photo ซึ่งเป็นเลนส์มาโครชนิดพิเศษที่รองรับกำลังขยายได้ถึง 5 เท่า


2. ช่วงทางยาวโฟกัส (เทียบเท่าฟูลเฟรม)

ช่วงทางยาวโฟกัสบ่งบอกถึงมุมรับภาพของเลนส์ เมื่อติดตั้งเลนส์กับกล้องที่มีเซ็นเซอร์ภาพ APS-C แล้ว ทางยาวโฟกัสที่มีประสิทธิภาพจะเท่ากับ 1.6 เท่าของตัวเลขที่ระบุไว้ ตัวอย่างเช่น มุมรับภาพที่ใช้ได้ของเลนส์ EF-M15-45mm จะเทียบเท่ากับ 24-72 มม. ของกล้องฟูลเฟรม

นอกจากนี้สำหรับเลนส์บางรุ่น ทางยาวโฟกัสจะระบุไว้อย่างชัดเจนที่ด้านบนของท่อเลนส์เพื่อให้เห็นได้ง่ายยิ่งขึ้น

อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
เทคนิคการจัดองค์ประกอบภาพอย่างมืออาชีพ (3): ดึงความสามารถสูงสุดของเลนส์มาใช้


3. ค่ารูรับแสงกว้างสุด
ข้อมูลนี้บ่งบอกถึงระยะที่กว้างที่สุดที่รูในเลนส์ของคุณสามารถเปิดได้ (= เส้นผ่านศูนย์กลางรูรับแสง) โดยปกติจะแสดงเป็นค่า f (หรือที่เรียกกันว่า ‘อัตราส่วนโฟกัส’) 

สำหรับเลนส์ที่มีรูรับแสงแบบปรับได้ จะแสดงเป็นช่วงของค่า f ค่า f ต่ำ หมายถึง ค่ารูรับแสงกว้างสุดที่สุดฝั่งมุมกว้าง ขณะที่ค่า f สูง หมายถึง ค่ารูรับแสงกว้างสุดที่สุดฝั่งเทเลโฟโต้


ข้อมูลนี้บอกเราว่าสำหรับเลนส์ RF24-105mm f/4-7.1 IS STM นั้น รูรับแสงกว้างสุดคือ f/4 ที่สุดฝั่งมุมกว้าง 24 มม. และ f/7.1 ที่สุดฝั่งเทเลโฟโต้ 105 มม.

รูรับแสงกว้างสุดมีผลต่อภาพถ่ายของคุณอย่างไร 

เมื่อถ่ายภาพในสภาพแวดล้อมที่มืดหรือสลัว เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้าง (“ความไวแสงสูง“) จะรับแสงได้มากกว่า คุณจึงสามารถถ่ายภาพด้วยความเร็วชัตเตอร์สูงขึ้นและความไวแสง ISO ต่ำลงได้ สำหรับกล้องมิเรอร์เลสและระหว่างการถ่ายภาพ Live View ด้วยกล้อง DSLR นั้น แสงที่ผ่านเข้ามาถึงเซนเซอร์ได้มากขึ้นยังช่วยให้ AF ทำงานได้ดีขึ้นในสภาวะแสงน้อยด้วย 

และเนื่องจากรูรับแสงเกี่ยวข้องกับระยะชัดของภาพ รูรับแสงกว้างสุดที่กว้างขึ้นจึงหมายถึงโบเก้ที่ชัดมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เลนส์ความไวแสงสูงจึงมักเป็นที่นิยมสำหรับการถ่ายภาพพอร์ตเทรต

อ่านเพิ่มเติมได้ที่เลนส์ไวแสงทำให้มองเห็นผ่านช่องมองภาพได้ง่ายขึ้นหรือไม่


ข้อควรรู้: บางครั้งค่ารูรับแสงกว้างสุดจะเขียนเป็นอัตราส่วน เช่น “1:4”

หรือเรียกได้ว่าเป็นค่าผกผันของค่า f ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ในการระบุค่ารูรับแสงกว้างสุด

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูรับแสงได้ที่นี่:
[บทที่ 3] เรียนรู้เกี่ยวกับรูรับแสง


4. เลนส์ซีรีย์ L
ดูที่วงแหวนสีแดง วงแหวนสีเขียว: ไม่ได้ใช้เพื่อการตกแต่งเท่านั้น


5. IS: ระบบป้องกันภาพสั่นไหวในตัวกล้อง

“IS” ย่อมาจาก “Image Stabilizer” (ระบบป้องกันภาพสั่นไหว) IS ในเลนส์มีอีกชื่อหนึ่งว่า IS แบบออพติคอล และจะตรวจจับการสั่นไหวของกล้องและเคลื่อนชุดออพติคแก้ไขเพื่อทำการชดเชย ทำให้ได้ภาพที่มีความคมชัดยิ่งขึ้นแม้ว่าคุณจะถ่ายโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้องก็ตาม

แม้ว่าเอฟเฟ็กต์การป้องกันภาพสั่นไหวจะแตกต่างกันไปตามฉากและเลนส์ แต่เลนส์รุ่นใหม่ๆ ก็สามารถให้ประสิทธิภาพการป้องกันภาพสั่นไหวเทียบเท่าความเร็วชัตเตอร์สูงสุด 5 สต็อปหรือมากกว่านั้นได้ นอกจากนี้เลนส์ RF บางรุ่นยังรองรับ IS แบบประสานการควบคุม ซึ่งจะทำงานร่วมกับ IS ในตัวกล้องสำหรับกล้องรุ่นที่เข้ากันได้เพื่อป้องกันภาพสั่นไหวได้ดียิ่งขึ้น


6. หมายเลขรุ่นของเลนส์

เมื่อเลนส์ใหม่มีเมาท์ ทางยาวโฟกัส รูรับแสง สถานะการมี IS หรือไม่มี IS สถานะเลนส์ L และมอเตอร์ที่เหมือนกับรุ่นที่มีอยู่เดิม เลนส์นั้นจะถือว่าเป็นเลนส์รุ่นใหม่และจะมีหมายเลขรุ่นเป็นตัวเลขโรมัน เช่น EF400mm f/2.8L IS III USM

ส่วนเลนส์ที่เป็นรุ่นแรกจะไม่มีหมายเลขรุ่นระบุไว้


7. มอเตอร์ขับเคลื่อน AF

มีมอเตอร์ 2 ประเภทหลักที่ใช้ในการขับเคลื่อนระบบ AF ของเลนส์


USM

Canon เป็นผู้ผลิตกล้องรายแรกที่ประสบความสำเร็จในการจำหน่าย USM (มอเตอร์อัลตร้าโซนิค) ซึ่งจะแปลงแรงสั่นสะเทือนแบบอัลตราโซนิคเพื่อเคลื่อนกลุ่มโฟกัสในเลนส์ มอเตอร์ที่ว่านี้ขึ้นชื่อในเรื่องการขับเคลื่อน AF อย่างรวดเร็ว

USM มีหลากหลายประเภทซึ่งคุณสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ ประเภทใหม่ล่าสุดคือ Nano USM ซึ่งผสาน USM แบบดั้งเดิมเข้ากับการทำงานที่ลื่นไหล ความเงียบ และความแม่นยำของ STM


STM

Stepping Motor (STM) ได้รับการเปิดตัวในปี 2012 และเป็นที่ทราบกันดีว่ามีระบบขับเคลื่อน AF ที่นุ่มนวลกว่าและเงียบกว่า USM รุ่นก่อนๆ จึงเหมาะมากสำหรับการบันทึกวิดีโอ 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยี USM และ STM ได้ที่นี่ (ฉบับภาษาอังกฤษ)

 

---

ในตอนถัดไปของบทความชุดนี้ เราจะมาศึกษาสวิตช์และปุ่มควบคุมต่างๆ ที่คุณอาจพบได้บนท่อเลนส์

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเลนส์และวิธีใช้งานได้ที่บทความ:
จุดโฟกัส: พื้นฐานเกี่ยวกับเลนส์

 


รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการถ่ายภาพ รวมถึงเคล็ดลับและกลเม็ดต่างๆ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนชาว SNAPSHOT

ลงทะเบียนตอนนี้!