LOGIN/SIGN UP function is disabled for upgrade and maintenance. It will resume on 22/01/2022 10.30 AM SGT. Sorry for any inconvenience caused.
Close
ผลิตภัณฑ์ >> All Products

EOS R3 กับ EOS R5: ควรเลือกรุ่นไหนดี

การวางจำหน่ายกล้อง EOS R3 ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกกล้องระบบ EOS R ได้หลากหลายรุ่นยิ่งขึ้น กล้องระบบ EOS R รุ่นที่สองทั้งหมดมีคุณสมบัติบางประการร่วมกัน อาทิ การแก้ไขปัญหากล้องสั่น จนถึงระบบป้องกันภาพสั่นไหวในตัวกล้อง (IS ในตัวกล้อง) และความสามารถในการตรวจจับตัวแบบขั้นสูงด้วยเทคโนโลยีการเรียนรู้เชิงลึก อย่างไรก็ดี กล้องแต่ละรุ่นต่างมีคุณลักษณะเฉพาะตัว และนั่นทำให้เราอาจลังเลว่าจะตัดสินใจซื้อกล้องรุ่นไหนดี ในบทความนี้ เราจะมาศึกษาความแตกต่างระหว่าง EOS R3 กับ EOS R5 ซึ่งได้รับการอัปเดตเฟิร์มแวร์เวอร์ชันล่าสุด 1.5.0 แล้ว

1. ขนาดและน้ำหนัก: สิ่งที่ตัวเลขไม่ได้บอกคุณ
2. คุณภาพของภาพนิ่งและความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์ภาพถ่าย
3. ประสิทธิภาพความไวแสง ISO สูง
4. ชัตเตอร์กล
5. ประสิทธิภาพของชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์
6. ประสิทธิภาพ AF
7. ระบบป้องกันภาพสั่นไหว
8. ความสามารถในการถ่ายวิดีโอ
สรุป: ความเร็วสูงกว่าหรือความละเอียดกว่าดี

 

1. ขนาดและน้ำหนัก: พิจารณาถึงสิ่งที่ตัวเลขไม่ได้บอกคุณ

เมื่อแรกเห็น EOS R5 มีขนาดเล็กกว่า EOS R3 อย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบากว่า


EOS R3:
- ขนาด: ประมาณ 150.0×142.6×97.2 มม. (กว้าง×สูง×ลึก)
- น้ำหนัก: ประมาณ 1,015 กรัม (รวมแบตเตอรี่และการ์ดหน่วยความจำ)


EOS R5:
- ขนาด: ประมาณ 138.5×97.5×88.0 มม. (กว้าง×สูง×ลึก)
- น้ำหนัก: ประมาณ 738 กรัม (รวมแบตเตอรี่และการ์ดหน่วยความจำ)


หมายเหตุ 1: กริปแนวตั้ง

อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่อาจเห็นได้ไม่ชัดเจนในทันทีจากตัวเลขเหล่านี้คือ กล้อง EOS R3 มาพร้อมกับกริปแนวตั้งในตัว นอกจากนี้ EOS R5 ยังมีแบตเตอรี่กริปเป็นอุปกรณ์เสริมให้เลือกคือ แบตเตอรี่กริป BG-R10 (แยกจำหน่ายต่างหาก)

เราลองมาเปรียบเทียบ EOS R3 กับ EOS R5 เมื่อติดตั้งแบตเตอรี่กริป BG-R10 กับ EOS R5 กัน

 

กล้องทั้งสองรุ่นไม่แตกต่างกันมากในแง่ของขนาดและน้ำหนัก อันที่จริงแล้ว EOS R3 มีน้ำหนักเบากว่าถึง 100 กรัมด้วยซ้ำไป!


หมายเหตุ 2: ความทนทานของแบตเตอรี่

แม้ว่า EOS R3 จะ “ชนะ” อย่างคาดไม่ถึงในแง่ของน้ำหนักเมื่อเราคำนึงถึงปัจจัยเรื่องกริป แต่คุณยังต้องพิจารณาถึงความจุแบตเตอรี่ด้วยเช่นกัน แบตเตอรี่ LP-E19 ของ EOS R3 มีความจุ 2700mAh ขณะที่แบตเตอรี่ LP-E6NH ของ EOS R5 มีความจุเท่ากับ 2130mAh แต่แบตเตอรี่กริป BG-R10 ใช้แบตเตอรี่สองก้อนจึงจะให้ความจุรวม 4260mAh เมื่อติดตั้งกับกล้อง EOS R5


ความสมดุลระหว่างกริปและตัวกล้องเป็นอย่างไร

ไม่มีความแตกต่างกันมากนักในเรื่องความสมดุล เนื่องจากกริปแนวตั้งได้รับการออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของกล้อง EOS R3 อยู่แล้ว ดังนั้นโดยธรรมชาติกริปจึงมีความสมดุลกับตัวกล้อง ขณะที่แบตเตอรี่กริป BG-R10 ก็มีสมดุลพอเหมาะกับกล้อง EOS R5 เช่นกันแม้ว่าจะเป็นอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมก็ตาม

 

2. คุณภาพของภาพนิ่งและความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์ภาพถ่าย


ความละเอียดของจำนวนพิกเซล

ในแง่ของความละเอียดของจำนวนพิกเซล EOS R5 มีจำนวนพิกเซลมากกว่า EOS R3 เกือบสองเท่า ความละเอียดที่เหมาะสมบนแพลตฟอร์มของโซเชียลมีเดียต่างๆ เมื่อวัดจากด้านที่ยาวอยู่ที่ประมาณ 2000 พิกเซล ซึ่งหมายความว่าความละเอียด 45 ล้านพิกเซล (8192×5464) ในกล้อง EOS R5 ช่วยให้คุณสามารถ ครอปภาพได้มากถึง 75% โดยไม่พบปัญหาคุณภาพของภาพด้อยลงเมื่อโพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย และถ้าคุณต้องการพิมพ์ภาพถ่าย ความละเอียด 45 ล้านพิกเซล นับว่าเพียงพอสำหรับการพิมพ์ภาพขนาด A2 ที่ความละเอียด 350 dpi ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงงานพิมพ์สื่อโฆษณาขนาดใหญ่

ในทางกลับกัน ผู้ใช้ทั่วไปมักไม่ค่อยพิมพ์ภาพถ่ายที่มีขนาดใหญ่กว่า A3 ความละเอียด 24.1 ล้านพิกเซล (6000×4000) ในกล้อง EOS R3 จึงยังเพียงพอสำหรับภาพพิมพ์ขนาด A3 ดังนั้น เว้นแต่ว่าคุณตั้งใจที่จะครอปภาพอย่างมาก หรือต้องการความยืดหยุ่นในการครอปภาพเป็นพิเศษ ความละเอียดของจำนวนพิกเซลของ EOS R3 นับว่าเพียงพอ


คุณสมบัติการถ่ายภาพ: ความแตกต่างของ HDR และ DPRAW

กล้อง EOS R3 และ EOS R5 มีฟังก์ชั่นที่ช่วยในการสร้างสรรค์ภาพถ่ายเหมือนกันหลายอย่าง ได้แก่ การถ่ายภาพซ้อน ตัวตั้งเวลาถ่ายภาพแบบหน่วงเวลา Focus Bracketing และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม กล้องทั้งสองรุ่นมีข้อแตกต่างที่สำคัญในด้านคุณสมบัติการถ่ายภาพแบบ HDR และ DPRAW


โหมดการถ่ายภาพแบบ HDR

ทั้ง EOS R3 และ EOS R5 มีโหมด HDR (High Dynamic Range) ซึ่งสามารถถ่ายภาพคร่อม 3 ภาพที่มีค่าการเปิดรับแสงแตกต่างกัน จากนั้นรวมภาพเข้าด้วยกันเป็นภาพเดียวภายในกล้องโดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้ช่วงไดนามิกเรนจ์ที่กว้างขึ้น นอกจากนี้ กล้องทั้งสองรุ่นยังรองรับการบันทึกในรูปแบบ HDR PQ HEIF ซึ่งสนับสนุนช่วงไดนามิกเรนจ์ที่กว้างขึ้นในรูปแบบไฟล์ที่ไม่จำเป็นต้องปรับแต่งภาพเพื่อดูเอฟเฟ็กต์

อย่างไรก็ดี EOS R3 สามารถถ่าย ภาพคร่อมทั้งหมดสามภาพภายในช่วงเวลาสั้นๆ ได้อย่างรวดเร็วที่ 0.02 วินาทีในโหมดชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ จึงช่วยลดโอกาสที่องค์ประกอบภาพจะเคลื่อนไปเนื่องจากการเคลื่อนไหวของมือหรือปัญหากล้องสั่นไหวขณะถ่ายภาพโดยถือกล้องด้วยมือได้

นอกจากนี้ ในกล้อง EOS R3 คุณยังสามารถเลือกถ่ายภาพคร่อมที่มีค่าการเปิดรับแสงแตกต่างกันในรูปแบบ HDR PQ ซึ่งจะขยายช่วงไดนามิกเรนจ์ของภาพสุดท้ายให้มากขึ้น ขณะที่กล้อง EOS R5 จะรองรับการถ่ายภาพคร่อมด้วยไฟล์ JPEG และ RAW เท่านั้น


DPRAW

ในทางกลับกัน EOS R3 ไม่รองรับการถ่ายภาพในรูปแบบ Dual Pixel RAW (DPRAW) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่รักษาข้อมูลเกี่ยวกับการตัดส่วนของภาพเป็นพิเศษจากโฟโตไดโอดสองตัวของเซนเซอร์ภาพ Dual Pixel CMOS ซึ่งข้อมูลนี้ช่วยให้สามารถปรับระดับพิกเซลเพิ่มเติมในซอฟต์แวร์ Digital Photo Professional ของ Canon เช่น การปรับแต่งภาพอย่างละเอียด, Bokeh Shift และการลดแสงหลอกได้ นอกจากนี้ยังรองรับฟังก์ชั่นกระบวนการปรับแต่งภาพในกล้อง EOS R5 อาทิ การปรับแสงในภาพพอร์ตเทรต ซึ่งให้คุณสามารถเปลี่ยนทิศทางของแสงและความเข้มของแสงในการถ่ายภาพพอร์ตเทรตหลังการถ่ายภาพ รวมถึงการปรับความชัดเจนของฉากหลังเพื่อปรับความชัดเจนของฉากหลังได้

 

3. ประสิทธิภาพความไวแสง ISO สูง

EOS R3
EOS R5
ความไวแสง ISO ปกติ 102,400
ความไวแสง ISO แบบขยาย 204,800
ขีดจำกัด AF ในสภาวะแสงน้อย: EV -7.5
ความไวแสง ISO ปกติ 51,200
ความไวแสง ISO แบบขยาย 102,400
ขีดจำกัด AF ในสภาวะแสงน้อย: EV -6

EOS R3 มีประสิทธิภาพความไวแสง ISO สูงกว่าประมาณ 1 สต็อป เนื่องมาจากเหตุผลหลักสองประการคือ
1. EOS R3 มีจำนวนพิกเซลน้อยกว่า EOS R5 ซึ่งหมายความว่าพิกเซล (ตัวรับแสง) มีขนาดใหญ่กว่า
2. เซนเซอร์ภาพ CMOS ซ้อนกันแบบรับแสงด้านหลังที่พัฒนาขึ้นใหม่มีความสามารถในการรวมแสงที่ดีขึ้นกว่าเดิม


นอกจากนี้ โฟกัสอัตโนมัติ (AF) ยังทำงานในสภาวะแสงน้อยได้ดีในกล้อง EOS R3 ซึ่งมีขีดจำกัด AF ในสภาวะแสงต่ำที่ EV -7.5 อีกด้วย

 

ถ่ายด้วยกล้อง EOS R3 ที่ ISO 6400

คุณอาจมีคำถามว่า “แต่ความไวแสง ISO 102,400 ค่อนข้างสูงมาก และคงไม่น่าจะได้ถ่ายภาพในสภาวะแสงเช่นนั้น แล้วมันจะสำคัญด้วยหรือ” คำตอบคือสำคัญแน่นอน เพราะความไวแสง ISO ตามปกติที่สูงขึ้นหนึ่งสต็อปหมายความว่าคุณภาพของภาพที่ความไวแสง ISO ระดับกลางๆ เช่น ISO 6400 จะดีขึ้นเทียบเท่าหนึ่งสต็อปโดยประมาณ ซึ่งช่วยให้คุณสามารถใช้การตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์ที่สูงขึ้นหรือรูรับแสงที่แคบลงได้ในสภาวะแสงน้อย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเม็ดเกรน เพื่อขยายขอบเขตการสร้างสรรค์ผลงานของคุณให้กว้างไกล

 

4. ชัตเตอร์กล

EOS R3 และ EOS R5 มีความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุดด้วยชัตเตอร์กลที่เท่ากันคือ 12 fps นอกจากนี้ ชุดชัตเตอร์กลในกล้องทั้งสองรุ่นนี้ยังมีความทนทานพอๆ กัน เพราะได้ผ่านการทดสอบความคงทนของชัตเตอร์สูงสุดถึง 500,000 รอบ

 

5. ประสิทธิภาพของชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์

ชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ในกล้อง EOS R3 สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้สูงสุดถึง 30 fps ซึ่งเร็วกว่าความเร็วสูงสุด 20 fps ของกล้อง EOS R5 ประมาณ 1.5 เท่า ซึ่งไม่ใช่เพียงเพราะเซนเซอร์อ่านสัญญาณได้เร็วขึ้นจากการมีจำนวนพิกเซลที่เล็กลงเท่านั้น แต่เซนเซอร์ภาพ CMOS ซ้อนกันแบบรับแสงด้านหลังรุ่นใหม่เองยังสามารถอ่านสัญญาณได้เร็วขึ้นด้วย

ความสามารถในการอ่านสัญญาณได้เร็วขึ้นของเซนเซอร์ในกล้อง EOS R3 ยังช่วยลดการบิดเบี้ยวของ Rolling Shutter ลงอย่างมาก เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการถ่ายภาพด้วยการถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงในชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังให้ความเร็วชัตเตอร์สูงถึง 1/64,000 วินาที ซึ่งช่วยให้คุณสามารถจับภาพช่วงวินาทีสำคัญได้มากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากเซนเซอร์สามารถอ่านสัญญาณได้เร็วขึ้น กล้อง EOS R3 จึงสามารถรองรับการถ่ายภาพด้วยแฟลชในโหมดชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่สามารถทำได้ในกล้อง EOS R5 ไม่ว่าจะเป็นการหยุดการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วด้วยการควบคุมแสงที่ละเอียดขึ้น หรือการยิงแสงแฟลชโดยปราศจากเสียงชัตเตอร์รบกวนซึ่งมีผลต่อการบันทึกเสียง หากที่กล่าวมาคือสิ่งที่คุณต้องการ EOS R3 มีพร้อมสรรพสำหรับคุณ


ภาพหลุมทรายในสนามกอล์ฟ ซึ่งถ่ายโดยใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ 1/64,000 วินาทีด้วยกล้อง EOS R3 ความเร็วชัตเตอร์สูงเป็นพิเศษจะหยุดอนุภาคของทรายที่กำลังปลิวขึ้นจากพื้นดิน

อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
โหมดชัตเตอร์และโหมดถ่ายภาพต่อเนื่อง: ควรใช้แต่ละโหมดเมื่อใด

 

6. ประสิทธิภาพของ AF

ทั้ง EOS R3 และ EOS R5 โดดเด่นด้วยระบบ Dual Pixel CMOS AF II และยังติดตั้งระบบ EOS iTR AF X ที่ดึงประสิทธิภาพจากเทคโนโลยีการเรียนรู้เชิงลึกในการจดจำและติดตามตัวแบบขั้นสูง กล้องทั้งสองรุ่นมีตำแหน่ง AF ที่ครอบคลุมหนาแน่นและจำนวนของตำแหน่ง AF ที่แตกต่างกันไม่มากนัก นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ AF เท่ากันที่ประมาณ 100% ของภาพในโหมดตรวจจับตัวแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ และประมาณ 100% × 90% ของภาพระหว่างการเลือกด้วยตนเอง


การเปรียบเทียบข้อมูลจำเพาะเบื้องต้นของ AF

EOS R3
EOS R5
กรอบ AF 1053 โซน
AF 4,779 ตำแหน่ง
กรอบ AF 1053 โซน
AF 5940 ตำแหน่ง


การพัฒนาด้วยเฟิร์มแวร์เวอร์ชันล่าสุด 1.5.0 ของกล้อง EOS R5

การอัปเดต EOS R5 เป็นเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่น 1.5.0 พัฒนาขีดความสามารถในการตรวจจับตัวแบบของกล้อง เพื่อยกระดับความไวในการตอบสนองของกล้องเพื่อถ่ายภาพกีฬาหลากหลายประเภทมากขึ้น การพัฒนาดังกล่าวประกอบด้วย
- Vehicle Detection AF ซึ่งตรวจจับรถยนต์และมอเตอร์ไซค์
- ตรวจจับศีรษะได้ดียิ่งขึ้นสำหรับกีฬาฤดูหนาว โดยสามารถระบุได้แม้ว่าคนขับสกีและนักสโนว์บอร์ดจะกำลังสวมอุปกรณ์ เช่น หมวกกันน็อคและแว่นตากันลมอยู่ก็ตาม
- สามารถตรวจจับและติดตามตัวแบบที่มีการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น เช่น การเคลื่อนไหวของนักกีฬายิมนาสติก โดยใช้การตรวจจับส่วนต่างๆ ของร่างกายในระหว่างที่ไม่สามารถตรวจจับใบหน้าและศีรษะของตัวแบบได้


การอัปเดตเฟิร์มแวร์ยังทำให้ Eye Detection AF มีความแม่นยำมากขึ้น เพื่อให้โฟกัสยังคงจับอยู่ที่ใบหน้าของตัวแบบ แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของใบหน้าจะถูกบดบังด้วยผมหรือหน้ากากก็ตาม โดยรวมแล้ว การพัฒนาดังกล่าวช่วยให้กล้อง EOS R5 มีความสามารถในการตรวจจับตัวแบบในระดับเทียบเท่ากับ EOS R3


การเปรียบเทียบความสามารถในการตรวจจับตัวแบบ

ตัวแบบ
EOS R3
EOS R5 (มาพร้อมกับเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 1.5.0)
ผู้คน
ดวงตา/ใบหน้า/ศีรษะ/ลำตัว
ดวงตา/ใบหน้า/ศีรษะ/ลำตัว
สุนัข แมว นก
ดวงตา/ใบหน้า/ศีรษะ
ดวงตา/ใบหน้า/ศีรษะ
ยานพาหนะ
(รถยนต์ มอเตอร์ไซค์)
ตัวรถ/หมวกกันน็อค
ตัวรถ/หมวกกันน็อค


Eye Control AF

ขณะที่การอัปเดตเฟิร์มแวร์ใน EOS R5 ทำให้กล้องมีประสิทธิภาพของ AF ใกล้เคียงกับใน EOS R3 มากขึ้น แต่ EOS R3 ยังมีข้อได้เปรียบด้านการใช้งาน AF อยู่ประการหนึ่งนั่นคือ Eye Control AF Eye Control AF ใช้เซนเซอร์ในช่องมองภาพในการอ่านเส้นนำสายตาของช่างภาพ เพื่อให้สามารถเลื่อนจุด AF ให้สอดคล้องกัน

การผสานรวมการตรวจจับตัวแบบขั้นสูงจากการเรียนรู้เชิงลึกเข้ากับ Eye Control AF จึงทำให้ EOS R3 “ชาญฉลาด” กว่า EOS R5 ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรคำนึงถึงหากคุณมักปล่อยให้การโฟกัสเป็นหน้าที่ของกล้อง

 

7. ระบบป้องกันภาพสั่นไหว

EOS R3
EOS R5
- IS ในตัวกล้อง: สูงสุด 8 สต็อป
- IS แบบประสานการควบคุม
(เมื่อใช้ร่วมกับ IS แบบออพติคอล)
- IS ในตัวกล้อง: สูงสุด 8 สต็อป
- IS แบบประสานการควบคุม
(เมื่อใช้ร่วมกับ IS แบบออพติคอล)

ทั้ง EOS R3 และ EOS R5 มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวในตัวกล้อง (IS ในตัวกล้อง) แบบ 5 แกน กล้องทั้งสองรุ่นจึงไม่มีความแตกต่างกันมากนักในแง่ของความสามารถในการป้องกันภาพสั่นไหว เมื่อติดตั้งเลนส์ที่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบออพติคอล (IS แบบออพติคอล) ในตัว กล้องทั้งสองรุ่นจะรองรับ IS แบบประสานควบคุม ซึ่ง IS ในตัวกล้องและ IS แบบออพติคอลจะทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้ผลในการป้องกันภาพสั่นไหวถึง 8 สต็อป นอกจากนี้ กล้องทั้งสองรุ่นยังสามารถป้องกันภาพสั่นไหวได้สูงสุดถึง 8 สต็อปเมื่อใช้ IS ในตัวกล้องเพียงอย่างเดียวร่วมกับเลนส์ RF บางชนิดโดยไม่ต้องมี IS แบบออพติคอลอีกด้วย

เลนส์
ทางยาวโฟกัสที่ทดสอบ
IS แบบออพติคอล (สูงสุด)
IS แบบประสานการควบคุม (สูงสุด)
RF35mm f/1.8 Macro IS STM
35 มม.
5.0 สต็อป
7.0 สต็อป
RF85mm f/2 Macro IS STM
85 มม.
5.0 สต็อป
8.0 สต็อป
RF100mm f/2.8L Macro USM
100 มม.
5.0 สต็อป
8.0 สต็อป
RF14-35mm f/4L IS USM
35 มม.
5.5 สต็อป
7.0 สต็อป
RF15-35mm f/2.8L IS USM
35 มม.
5.0 สต็อป
7.0 สต็อป
RF24-70mm f/2.8L IS USM
70 มม.
5.0 สต็อป
8.0 สต็อป
RF24-105mm f/4L IS USM
105 มม.
5.0 สต็อป
8.0 สต็อป
RF24-105mm f/4-7.1 IS STM
105 มม.
5.0 สต็อป
8.0 สต็อป
RF24-240mm f/4-6.3 IS USM
240 มม.
5.0 สต็อป
6.5 สต็อป
RF70-200mm f/2.8L IS USM
200 มม.
5.0 สต็อป
7.5 สต็อป
RF70-200mm f/4L IS USM
200 มม.
5.0 สต็อป
7.5 สต็อป
RF100-400mm f/5.6-8 IS USM
400 มม.
5.5 สต็อป
6.0 สต็อป
RF100-500mm f/4.5-7.1L IS USM
500 มม.
5.0 สต็อป
6.0 สต็อป
RF50mm f/1.8 STM
50 มม.
ไม่มี IS แบบออพติคอล
7.0 สต็อป
RF50mm f/1.2L USM
50 มม.
ไม่มี IS แบบออพติคอล
7.0 สต็อป
RF28-70mm f/2L USM
70 มม.
ไม่มี IS แบบออพติคอล
8.0 สต็อป
RF85mm f/1.2L USM
85 มม.
ไม่มี IS แบบออพติคอล
8.0 สต็อป
RF85mm f/1.2L USM DS
85 มม.
ไม่มี IS แบบออพติคอล
8.0 สต็อป

 

8. ประสิทธิภาพในการถ่ายวิดีโอ

 
EOS R3
EOS R5
ความละเอียดสูงสุด
6K RAW 59.94/50.00fps
8K RAW 29.97P/25.00fps
อัตราต่อเฟรมสูง
4K UHD 119.88/100.00fps
FHD 119.88/100.00fps
4K UHD 119.88/100.00fps
FHD 119.88/100.00fps
HDR
Canon Log 3
HDR PQ
Canon Log
Canon Log 3
HDR PQ


8K กับ 6K

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง EOS R5 กับ EOS R3 ในแง่ของความสามารถในการถ่ายวิดีโอคือความละเอียดสูงสุด แล้ว 8K (EOS R5) หรือ 6K (EOS R3) แบบไหนดีกว่ากัน หากการถ่ายภาพแบบ 8K คือสิ่งสำคัญสำหรับคุณ EOS R5 เป็นตัวเลือกที่ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติ หลายคนจะพบว่าความละเอียด 4K ก็เพียงพอหากเราประเมินถึงสภาพแวดล้อมในการรับชมและการแสดงผลในปัจจุบัน

กล้องมีความสามารถในการถ่ายวิดีโอแบบ 4K ที่เท่ากัน คือ สูงสุดถึง 4K DCI 59.94/50.00 fps EOS R5 สามารถสุ่มด้วยความถี่สูงจาก 8K ขณะที่ EOS R3 สามารถสุ่มด้วยความถี่สูงจาก 6K แต่ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมากนัก นอกจากนี้ โดยทั่วไปกล้องยังมีความสามารถในการถ่ายภาพที่มีอัตราต่อเฟรมสูงที่เท่ากัน

แผนภาพข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของขนาดระหว่างความละเอียดของวิดีโอที่ต่างกัน โดยความละเอียด 8K จะให้รายละเอียดมาก และยังเปิดโอกาสให้ปรับแต่งภาพได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้นหากคุณสนใจที่จะแปลงภาพให้เป็น 4K ตัวอย่างเช่น คุณสามารถครอปภาพหรือทำเอฟเฟ็กต์การเปลี่ยนภาพแบบดิจิตอล เช่น การซูมเข้าและออก การเลื่อน และการแพนกล้องได้เพียงแค่ปรับแต่งวิดีโอที่มีอยู่แล้วเท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว 6K จะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้


โหมด Canon Log

สำหรับคุณสมบัติในการถ่ายวิดีโอ HDR กล้องทั้งสองรุ่นสามารถถ่ายวิดีโอในโหมด HDR PQ ได้เหมือนกัน แต่ EOS R3 จะรองรับเฉพาะ Canon Log 3 เท่านั้น ในขณะที่ EOS R5 รองรับได้ทั้ง Canon Log และ Canon Log 3 

แม้จะเป็นเช่นนั้น Canon Log 3 ยังคงรักษาคุณสมบัติเฉพาะของ Canon Log ไว้ ทว่ามีช่วงไดนามิกเรนจ์ที่มากยิ่งขึ้น ดังนั้น การมี Canon Log 3 ก็น่าจะเพียงพอ 


ระยะเวลาการถ่ายวิดีโอ

สำหรับการบันทึกวิดีโอเป็นเวลานาน EOS R3 มีข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดอย่างมาก กล้อง EOS R5 จะมีขีดจำกัดในการถ่ายวิดีโอที่ 30 นาที ในขณะที่กล้อง EOS R3 สามารถถ่ายวิดีโอได้อย่างต่อเนื่องสูงสุด 6 ชั่วโมง และถ่ายวิดีโอที่มีอัตราต่อเฟรมสูงได้สูงสุด 1 ชั่วโมง 30 นาที แม้ว่าเวลาในการถ่ายจริงจะขึ้นอยู่กับภาวะความร้อนสูงเกินไป แต่ EOS R3 ออกแบบมาเพื่อให้สามารถถ่ายวิดีโอได้นานยิ่งขึ้น


วิดีโอแบบ Timelapse

EOS R5 มีโหมด Timelapse Movie ที่สามารถสร้างวิดีโอแบบ Timelapse ความละเอียด 8K, 4K หรือ Full HD ภายในกล้องได้ แม้ EOS R3 จะไม่มีโหมดดังกล่าว แต่มาพร้อมตัวตั้งเวลาถ่ายภาพแบบหน่วงเวลาที่ช่วยให้คุณสามารถถ่ายภาพนิ่งแบบตั้งเวลาเป็นระยะได้โดยอัตโนมัติ จากนั้นนำภาพมาต่อเข้าด้วยกันเพื่อสร้างวิดีโอแบบ Timelapse ในระหว่างการปรับแต่งภาพ อย่างไรก็ตาม โหมด Timelapse Movie ในกล้อง EOS R5 ทำให้สิ่งต่างๆ สะดวกขึ้นมาก

ระบบความจริงเสมือนแบบใหม่ของ EOS

RF5.2mm f/2.8L Dual Fisheye (ฉบับภาษาอังกฤษ) คือเลนส์อันมีเอกลักษณ์ โดดเด่นด้วยเลนส์ฟิชอาย 180° สองชิ้นที่ช่วยให้คุณสามารถสร้างวิดีโอ 3D VR แบบ 180° ได้อย่างง่ายดาย ขณะนี้รองรับเฉพาะ EOS R5 เท่านั้น ซึ่งความสามารถในการสร้างวิดีโอ 3D VR ความละเอียด 8K แบบ 180° นี้ช่วยปรับปรุงกระบวนการปรับแต่ง VR180 ได้อย่างมาก

 

สรุป: ความเร็วสูงกว่าหรือความละเอียดกว่าดี

แม้ว่า EOS R3 และ EOS R5 จะมีความคล้ายคลึงกัน แต่กล้องทั้งสองรุ่นต่างมีความสามารถและคุณสมบัติที่แตกต่างและโดดเด่นกว่าอีกรุ่นหนึ่ง หากสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณขาดไม่ได้ การตัดสินใจก็จะง่ายขึ้น!


EOS R5…
- สามารถถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอที่มีความละเอียดสูงขึ้นได้ด้วยจำนวนพิกเซลที่มากขึ้น ซึ่งจะให้ความยืดหยุ่นยิ่งขึ้นหากคุณจำเป็นต้องครอปภาพ
- รองรับ DPRAW ทำให้คุณปรับแต่งภาพได้อย่างละเอียดในกระบวนการปรับแต่ง ซึ่งสามารถทำได้โดยอาศัยข้อมูล DPRAW

ดังนั้น กล้องรุ่นนี้จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าหากกระบวนการปรับแต่งและการรีทัชคือส่วนสำคัญในขั้นตอนการทำงานของคุณ


EOS R3…
- มีความสามารถในการถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงที่เร็วขึ้น
- รองรับความเร็วชัตเตอร์สูงเป็นพิเศษ
- มีความสามารถด้านความไวแสง ISO ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

คุณสมบัติดังกล่าวทำให้กล้องรุ่นนี้เหมาะสำหรับการจับภาพช่วงเวลาสำคัญ หากสไตล์การถ่ายภาพของคุณมักวนเวียนอยู่กับการบันทึกภาพวินาทีสำคัญที่เกิดขึ้นตรงหน้า EOS R3 ที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วนี้จะเป็นตัวเลือกที่ดี

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
EOS R3 กับ EOS-1D X Mark III: ควรตัดสินใจเลือกอย่างไร
EOS R5 หรือ EOS R6: 5 ข้อแตกต่างสำคัญที่ควรทราบ

 


รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการถ่ายภาพ รวมถึงเคล็ดลับและกลเม็ดต่างๆ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนชาว SNAPSHOT

ลงทะเบียนตอนนี้!